ใกล้ถึงวันคริสต์มาสแล้ว รู้ความสำคัญของวันนี้กันไหมเอ่ย
พูดถึงวันคริสต์มาส ใครๆ ก็คงคิดถึงต้นคริสต์มาสที่ประดับแสงสีสวยๆ ซานตาคลอสใจดี และกล่องของขวัญ แต่จริงๆแล้ววันคริสต์มาสไม่ใช่เทศกาลที่มีไว้ให้เราจัดงานปาร์ตี้ หยุดเรียน หรือผลาญเงินไปกับของขวัญเพียงเท่านั้น คริสต์มาสเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซูคริสต์ ศาสดาของศาสนาคริสต์ ถูกกำหนดให้เป็นวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี สนใจรายละเอียดก็คลิก >>ที่นี่<< เลย
ส่วนในเอนทรี่นี้จะขอแนะนำภาพยนตร์เกี่ยวกับพระเยซู 10 เรื่องให้รู้จัก เผื่อใครสนใจหามาดูฉลองวันคริสต์มาสไง
1. Jesus of Nazareth
Info: http://www.imdb.com/title/tt0075520/
ขอบเขตเนื้อหา: ตั้งแต่ก่อนพระเยซูเกิดจนกระทั่งฟื้นคืนพระชนม์
ประสบการณ์ของผู้ชม: ไม่จำเป็นต้องรู้จักพระเยซูหรือเคยอ่านไบเบิลมาก่อนก็ดูรู้เรื่อง
ความยาว: หกชั่วโมงกว่า
ความปลื้ม: ปลื้มมวากกกกกก 



อื่นๆ:
เอา Jesus of Nazareth มาแปะเรื่องแรกเพราะปลื้มเป็นอันดับหนึ่ง ปลื้มทั้งเนื้อเรื่อง องค์ประกอบ แคสติ้ง คิดว่าสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยดูมาแล้ว Jesus of Nazareth ติดหนึ่งในสิบภาพยนตร์ที่วาติกันแนะนำให้ผู้ศรัทธาลองชมสักหน
อาจจะเป็นเพราะหนังยาวมาก นั่งดูกันครึ่งค่อนวัน เลยเก็บเนื้อหาในไบเบิลได้เกือบครบ เนื้อเรื่องมาจากพระวารสารสี่เล่มโดยนักบุญมัทธิว นักบุญมาระโก นักบุญลูกาและนักบุญยอห์น เอาทั้งสี่เล่มมายำรวมกัน มีฉากที่พระเยซูออกไปสั่งสอน เล่านิทานเปรียบเทียบ ไม่เหมือนหนังเรื่องอื่นๆ ที่มักให้ความสำคัญกับการแสดงปาฏิหาริย์, เดินบนน้ำ, ปลุกคนตาย ฯลฯ มากกว่าคำสอน



Robert Powell สวมบทบาทพระเยซูได้เหมือนไม่ใช่คน สงบนิ่ง ลึกลับ น่าเลื่อมใส มีพลัง แต่ในยามที่อยู่ลำพังก็จะหลุดความเศร้าโศกและความเป็นมนุษย์ออกมาบ้าง ภาพตอนสวมมงกุฎหนามอยู่ต่อหน้าปีลาต (แบบในรูปโปสเตอร์) แล้วมีแสงสาดส่องลงมา เห็นแล้วขนลุก
เมื่อพระเยซูถูกนำตัวออกไปพร้อมบารับบาส ให้ประชาชนเลือกว่าจะปล่อยนักโทษคนไหนฉลองเทสกาลปัสกา ลองสังเกตสีหน้าของพระเยซูกับบารับบาส พระเยซูมีสีหน้ากล้ำกลืน ส่วนบารับบาสแสดงอาการโล่งใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อปีลาตสั่งปล่อยตัวบารับบาส ประชาชนก็พากันหัวเราะเยาะพระเยซู มีคนตะโกนว่า"Save yourself, Jesus!"
ประโยคนี้เสียดหัวใจอย่างแรง
ทำให้คิดขึ้นมาว่า พระเยซูจะต้องถูกประหารเพื่อไถ่บาปให้คนพวกนี้หรือ? ไม่เสียเวลาเปล่าแน่หรือ? พระองค์สร้างปาฏิหาริย์มากมายเพื่อช่วยเหลือคน แต่คนเหล่านั้นกลับพูดว่า "ช่วยคนอื่นได้ก็ต้องช่วยตัวเองได้ ถ้าเป็นบุตรของพระเจ้าจริงก็ต้องหนีจากไม้กางเขนได้" ทำไมถึงไ่ม่คิดว่า "เขาช่วยเรา เราต้องช่วยเขา" พระเยซูสอนให้มนุษย์รักกันและกันเหมือนรักพี่น้อง แต่ในขณะที่พระองค์จะถูกตรึงกางเขนอยู่รอมร่อ ดูเถอะ มนุษย์ก็ยังรักไม่เป็น
อีกฉากที่จะมองข้ามเสียไม่ไ้้ด้คือ "ปีเอตา" แม่พระร่ำไห้ให้กับพระศพของพระเยซู สังเกตภาพด้านบน แม่พระสวยมาก ต้องยกนิ้วให้ Olivia Hussey ที่รับบทเป็นแม่พระ ฉากตรึงกางเขนก็เครียดพออยู่แล้ว เจอปีเอตาเข้าไป... น้ำตาไหลเป็นตุ่ม ร้องไห้ฮึกๆ แทบหายใจไม่ออก เกือบได้ตายก่อนดูจบ ซาบซึ้งถึงความรักของแม่เลย แม้พระเยซูจะได้ชื่อว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า แต่วันที่พระเยซูถูกประหาร ไม่้ได้มีแค่พระเจ้าหรอกที่โศกเศร้าเนื่องจากต้องสูญเสียพระบุตรของพระองค์ ไป แม่พระที่ยืนมองพระเยซูอยู่ใต้กางเขนคงเจ็บกว่าพระเจ้าและพระเยซูหลายเท่า
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลงรักภาพยนตร์เรืองนี้และหลงรักพระเยซูของ Franco Zeffirelli(director) หัวปักหัวปำ คือฉากที่พระเยซูสั่งสอนเด็กๆ ด้วยนิทานเปรียบเทียบกระทบกระเทียบพวกฟาริสี พระองค์นั่งลงท่ามกลางเด็กๆ แล้วเริ่มเล่า (พยายามแทรก widescreen เข้าไปนั่งด้วยแต่ไม่สำเร็จ)
"ชาวนาคนหนึ่งมีบุตรสองคน วันหนึ่งเขาไปหาบุตรคนแรกแล้วบอกว่า 'จงออกไปทำงานในนา' บุตรตอบว่า 'ไม่' แต่สุดท้ายก็ออกไปทำงานในนาตามที่สั่ง วันต่อมา ชาวนาบอกให้บุตรคนที่สองออกไปทำนาบ้าง บุตรตอบว่า 'จะไปเดี๋ยวนี้' แต่จนหมดวันก็ยังไม่ยอมออกไปทำงาน ทายสิว่าชาวนาจะรักบุตรคนใดมากกว่ากัน"
เด็กๆ ตอบว่า "คนแรก"
พระเยซูก็ยิ้ม "ใช่แล้ว คนแรก"



คิดว่าหนังเรื่องนี้เหมาะสำหรับการศึกษามากๆ น่าเอาไปให้นักเรียนดู เพราะเก็บรายละเอียดได้ดีเลยล่ะ แต่ก็ไม่น่าเบื่อ ดูเพื่อความบันเทิงก็ได้ ได้รู้จักพระเยซูด้วย ใครอยากดูหนังเกี่ยวกับพระเยซูที่(เราคิดว่า)สมบูรณ์ที่สุด ต้องดู Jesus of Nazareth นี่แหละ
2. The King of Kings
Info: http://us.imdb.com/title/tt0018054/
ขอบเขตเนื้อหา: ตั้งแต่ก่อนพระเยซูเกิดจนกระทั่งฟื้นคืนพระชนม์
ประสบการณ์ของผู้ชม: ถ้าเคยอ่านไบเบิลมาก่อนก็จะดี
ความยาว: เกือบสามชั่วโมง
ความปลื้ม: สนุกดี มุมมองแปลกใหม่ 


อื่นๆ:
ขอบคุณเพื่อนคนหนึ่งที่แนะนำให้รู้จักภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ใจจริงไม่อยากนับว่า The King of Kings เป็นหนังเกี่ยวกับพระเยซูเท่าไหร่หรอกนะ
The King of Kings ให้ความสำคัญกับเรื่องการเมืองมาก เปิดฉากด้วยการรุกรานของจักรวรรดิโรม การเข่นฆ่าเด็กไร้เดียงสาที่เบธเลเฮม การจู่โจมของชบวนการกู้ชาตินำโดยบารับบาส และการตายของเฮโรดมหาราช (ในเรื่องให้เฮโรด อันติพาสขึ้นครองบัลลังก์แทน)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับตัวละครหลายๆ ตัวมากเท่ากัน ไม่ได้โฟกัสอยู่ที่พระเยซูเท่านั้น ทั้งบารับบาส, ยอห์น บัปติสต์, เฮโรด, เฮโรดเดียส, เจ้าหญิงซาโลเม บุคคลเหล่านี้มักถูกหลงลืมไป แต่ The King of Kings นำพวกเขาออกมาโลดแล่นได้อย่างน่าดูชม ตัวละครที่ชอบมากที่สุดคือเจ้าหญิงซาโลเม สวย เซ็กซี่ แต่โรคจิตนิดๆ นะ.... - -" ท่าทางเจ้าหญิงซาโลเมจะติดอกติดใจยอห์น บัปติสต์น่าดู มีการจิ้มๆ จับๆ
ส่วนพระเยซูไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลยถูกลดความสำคัญลง เพิ่งมาเด่นตอนหลังๆ ที่คนอื่นตายไม่ก็โดนจับไปหมดแล้ว



ฉากที่ประทัีบใจคือฉากที่บารับบาสนำขบวนการกู้ชาติบุกปราสาท ตอนที่ขบวนการกู้ชาติเผชิญหน้ากับทหารแล้วตายเป็นแพ (ย้ำว่า้เป็นแพ) ช่างสยองขวัญเสียนี่กระไร เห็นแล้วใจหาย กับอีกฉากคือ เส้นทางสู่คัลวารี (พระเยซูแบกไม้กางเขน) พระเยซูเดินโซเซ สงสารจนน้ำตาแทบไหล ไหนๆ ก็ไหนๆ แอบเสริมหน่อย... H.B. Warner (พระเยซู) คมเข้มสมเป็นราชาแห่งราชาทั้งปวงม้ากมาก
อีกหนึ่งความประทับใจจากเรื่องนี้คือ คุณลุงลูเซียส-หัวหน้ากองทหารโรมัน เฮโรดสั่งให้ลูเซียสไปฆ่าเด็กทารกที่หมู่บ้านเบธเลเฮม เพราะเฮโรดกลัวว่าคำทำนายของประกาศกที่ว่ามีกษัตริย์มาเกิดในเบธเลเฮมจะเป็น จริง ทีแรก ลูเซียสไม่ยอมรับคำสั่ง "I'm Roman soldier, I do not murder children" ฟังแล้วอยากโดดเข้าไปจุ๊บลุงล้านครั้ง แต่สุดท้ายลุงก็ต้องทำตามคำสั่งเฮโรดน่ะนะ... แล้วโชคชะตาก็พาลุงลูเซียสมาพบกับพระเยซูอีกครั้งตอนพระเยซูยังเล็ก และก็พบกันอีกทีตอนพระเยซูมาเยี่ยมยอห์น บัปติสต์ในคุก ไม่ว่าตอนไหน ลุงก็ดูดีอั๊ง... (เริ่มเพ้อเจ้อ)

แต่โดยรวมแล้ว เราก็ยังไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เนื้อเรื่องส่วนแรกเกี่ยวกับการกู้ชาติ พอถึงส่วนหลัง กลับกลายเป็น "พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย" กับ "การตรึงกางเขนพระเยซู" แล้วก็จบไป ส่วนหลังไม่ได้ตอบโจทย์ในส่วนแรกเลย อินกับขบวนการกู้ชาติมากกว่าด้วย อยากรู้ว่าหลังจากพระเยซูโดนตรึงกางเขนแล้ว บารับบาสจะทำอะไรต่อไป
สรุปว่า เริ่มเรื่องได้น่าสนใจ แต่จบไม่โดน ค้างคาๆ
เปิดด้วยการเมือง ก็ปิดด้วยการเมืองเซ่!
3. The Passion of The Christ
Info: http://www.imdb.com/title/tt0335345/
ขอบเขตเนื้อหา: พระเยซูอธิษฐานในสวนเกทเสมนีหลังพระกระยาหารค่ำมื้อ สุดท้ายถึงตอนตรึงกางเขน มีเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตแทรกเป็นระยะ แต่น้อยมาก
ประสบการณ์ของผู้ชม: ควรศึกษาไบเบิลมาก่อน
ความยาว:สองชั่วโมง
ความปลื้ม: ไม่ปลื้ม

อื่นๆ:
มีความหลังฝังใจ หลังจากชวนชาวบ้านไปดู The Passion of The Christ
พอก้าวออกจากโรงหนังก็ต้องมานั่งแก้ตัวว่า "ฉันไม่ได้ชวนแกมาดูหนังซาดิสต์นะ!!"


ทั้งเรื่องเน้นที่ความทรมานจากการถูกอายัดและถูกตรึงกางเขน ไม่มีที่มา ไม่มีเกริ่นนำ พระเยซูเป็นใคร? สำคัญอย่างไร? เพราะอะไรถึงถูกจับ? สำหรับคนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระเยซูเลย คงดู The Passion of The Christ ไม่รู้เรื่องแน่ และไม่มีทางเข้าใจเลยว่า "มันตอกโป๊กๆ ไปทำไมกัน" ?


แสงกับมุมกล้องสวย พระเยซูเลือดท่วมที่สุึดเท่าที่เคยเห็นมา ตัวละครทรมานจริง คนดูเสียวจริง แต่แหม...ถ้าเรากำลังนั่งดู saw จะไม่บ่นสักคำ
สำหรับเรา สิ่งที่เราอยากให้คนที่เรารักได้รู้ได้เห็นจากเรื่องราวของพระเยซูคือคำสอน ไม่ถึงขนาดต้องเชื่อในพระเจ้าหรอก แต่ถ้าอ่านไบเบิลดีๆ จะพบว่ามีคำสอนและปรัชญามากมายที่สามารถนำมาใช้ได้ในชีิวิตประจำวัน ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่มีสิ่งที่เราต้องการ
ผ่านไป ไม่ปลื้มคือไม่ปลื้ม
4. The Visual Bible: The Gospel of John
Info: http://www.imdb.com/title/tt0377992/
ขอบเขตเนื้อหา: พระวารสารฉบับนักบุญยอห์นทั้งหมด
ประสบการณ์ของผู้ชม: ไม่จำเป็นต้องรู้จักพระเยซูมาก่อนก็ได้
ความยาว: สองชั่วโมง
ความปลื้ม: งืม... แอบน่าเบื่อง่ะ


อื่นๆ:
อย่างกับดูสารคดีย้อนรอยศาสดาอย่างนั้นแหละ!
หนังเรื่องนี้เหมาะสำหรับการศึกษาอย่างหาที่เปรียบมิได้ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า Visual Bible มีเสียงบรรยายคล้ายเรากำลังฟังนิทาน ไม่ต่างจากให้คนมาอ่านพระวารสารให้ฟัง รู้สึกว่าพระเยซูไม่เข้ากับบทไงไม่รู้ มองแล้วก็ผ่านเลยไป ไม่เตะตาต้องใจ และพระเยซูก็ทำเหมือนว่าเกิดมาเพื่อโดนตรึงกางเขนโดยเฉพาะ ไม่ค่อยเศร้า ไม่เร้าใจ(?)
แต่วารสารฉบับนักบุญยอห์นก็เป็นฉบับที่เราไม่ชอบมากที่สุดในสี่ฉบับด้วยน่ะนะ -_-"
เอาเป็นว่า... โปรยรูป...




5. Jesus Christ Superstar (1973)
Info: http://www.imdb.com/title/tt0070239/
ขอบเขตเนื้อหา: ก่อนพระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มจนถึงถูกตรึงกางเขน
ประสบการณ์ของผู้ชม: ศึกษาไบเบิลมาก่อนก็จะดี
ความยาว: เกือบสองชั่วโมง
ความปลื้ม: ก็เปรี้ยวดี 


อื่นๆ :
Jesus Christ Superstar สร้างจากละครเพลงอีกที ในเรื่องจึงมีแต่การร้องเพลงและเต้นรำทั้งหมด คำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวหลังจากดูไปห้านาทีคือ เปรี้ยวมาก -_- เปรี้ยวจริงๆ ทั้งฉาก ทั้งตัวละคร ทั้งคอสตูม คนที่เปรี้ยวที่สุดในเรื่องเห็นจะเป็นเฮโรด ตอนพระเยซูถูกนำตัวไปให้เฮโรดตัดสินโทษ เฮโรดเต้นกระดึ๋งๆ แรดน่าร้าก อ๊ากกก นี่สิ เสน่ห์ของหนุ่มเจ้าเนื้อ


เนื้อเรื่องแตกต่างจากในไบเบิลพอสมควร นำเสนอผ่านมุมมองของ ยูดาส อิสคาริโอท แต่งให้ยูดาสเป็นพระเอกว่างั้นเหอะ ชอบมุมมองกับเนื้อเรื่อง(เนื้อเพลงน่ะแหละ) คาแรคเตอร์ของพระเยซูฉีกไปจากเรื่องอื่นๆ ที่แนะนำไปข้างต้น คราวอธิษฐานในสวมเกทเสมนี พระเยซูแอบแข็งข้อต่อพระเจ้านิดๆ มีการไถ่ถามว่าทำไมตัวเองต้องตายด้วย นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ตอนที่ประชาชนร้องเพลง Hosanna แล้วร้องว่า "Hey, J.C., J.C., would you die for me?" พระเยซูก็หน้าหมองไป เพราะเหตุนี้ละมั้งเราจึงรู้สึกว่าพระเยซูดูสมเป็นมนุษย์มากกว่าเรื่องอื่น ถูกใจพระเยซูในบทบาทนี้จังเลย
ฉากที่โฮกสุดๆ อีกฉากก็คือ "พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย" ที่พระเยซูและอัครสาวกเลียนแบบท่าทางจากรูปวาดของลีโอนาร์โด ดาวินชี เห็นแล้ว โอ้วววว เค้าคิดได้! แอบมองทางขวามือของพระเยซู นักบุญยอห์นน่ารักอ้ะ เป็นหนุ่มน้อยรูปงาม >_<


ก็ค่อนข้างชอบนะ ถึงภาพยนตร์เรื่องนี้จะโดนวิจารณ์แบบเสียๆ หายๆ เช่นว่า เ่อ่อ... Monkey Dance หรืออะไรทำนองนั้น แต่เราว่า เราดูแล้วสนุกดีก็พอละ
ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอทิ้งท้ายแบบไร้สาระ สิ่งที่เยี่ยมยอดกระเทียมดองที่สุดในเรื่องนี้คือ....
สะดูสี
กรุณายลภาพประกอบ

กล้ามมากกกกกก งดงามมมมมม แถมคอสตูมแฟนเซอร์วิสโชว์กล้ามอีกแน่ะ ปลื้มสะดูสี ปลื้มมหาปุโรหิตคายาฟาส
เสียเลือด
6. Jesus Christ Superstar (2000)
Info: http://www.imdb.com/title/tt0275434/
ขอบเขตเนื้อหา: ก่อนพระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มจนถึงถูกตรึงกางเขน
ประสบการณ์ของผู้ชม: ศึกษาไบเบิลมาก่อนก็จะดี
ความยาว: เกือบสองชั่วโมง
ความปลื้ม: กล้ามอลัง อั๊งมาก ดาวล้านดวง (ก็เวอร์ไป)



อื่นๆ :
อันนี้ก็เหมือนกับเรื่องที่แล้ว แต่เป็นเวอร์ชั่นรีเมก เปลี่ยนจากละครเพลงกลางทะเลทรายมาเป็นละครเพลงในสตูดิโอ ฮ่าๆ ตัวละครออกแนวพังค์ คอสตูมร่วมสมัย เสื้อกล้ามรัดกล้ามติ้วงี้ กางเกงทหารงี้ ถือปืนงี้ ผู้หญิงทาขอบตาดำ ปากดำ
สะดูสีหน้าตาเหมือนหลุดมาจากสตาร์วอร์ส ถือกระบองไล่จับม็อบพังค์ ปีลาตสวมเครื่องแบบทหารสีดำสนิท หมวกนายพล เกราะกล้าม (ราวกับหลุดมาจากบาร์ SM) ตัวละครทุกตัวกล้ามโตหมด (ถูกใจ ชูป้ายให้คะแนนท่วมท้น) เราว่ามันดูขึงขัง SM และ"ม็อบ"กว่าเวอร์ชั่นปี 1973 ก็แปลกไปอีกแบบนะ


ฉากที่ไม่มีโอกาสได้เห็นในเรื่องอื่น เราได้เห็นมากมายในเรื่องนี้ ไม่พูดว่ามันสมควรไหมก็แล้วกัน มีของแปลกให้ดูก็ต้องดูสิ!
ชอบเสียง Glenn Carter ที่เล่นเป็นพระเยซู คาแรคเตอร์พระเยซูหลุดยิ่งกว่าเรื่องที่แล้วอีก เป็นมนุษย์มาก....มาก.... ฉากที่แมรี่ แมกดาลีนเอาน้ำมันหอมล้างหน้าล้างเท้่าให้ก็มีเคลิ้ม ฉากที่ซีโมนพรรคชาตินิยมร้องเพลงปลุกระดมม็อบ พระเยซูก็แอบดุ "ไซม่อน!" น่าร้าก น่ารักแบบนี้เลยโดนแมรีลวนลาม แหงบๆ


โทนี่ วินเซนต์เล่นเป็นซีโมน(ไซม่อน)พรรคชาตินิยม ถูกใจฉากร้องเพลงปลุกระดม เผลอแ๊ป๊บเดียวไซม่อนไปเอากระสุนที่ไหนมาคล้องไหล่ก็ไม่รู้ ท่าตอนร้องเพลงก็บ้าได้อีก ในความคิดเรา เราว่าโทนี่ วินเซนต์เหมาะกับบทไซม่อนแล้วล่ะ เวอร์ชั่นละครเวทีโทนี่เปลี่ยนไปรับบทยูดาสแทน ไม่ค่อยเข้าท่าเข้าทางเท่าไหร่ ยูดาสในเรื่องนี้ต้องท่าทางสุขุมๆ และเป็นผู้ใหญ่หน่อยถึงจะดี! ยูดาสมีคาแรคเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์มาก เกิดมาเพิ่งเคยเห็นยูดาสดุพระเยซูครั้งแรก เฮือก -_-;


มีบางฉาก... -_- ดูแล้วถึงกับ จ๊ากกกก! มันมาไงฟระน่ะ!! กู๊ดจ็อบ! โดยเฉพาะหลังๆ กว่าจะนำตัวพระเยซูไปหาปีลาตได้ ฉุดกระชากลากถูกันแทบตาย เป็นเวอร์ชั่นรีเมกที่ - - - สุดกู่ (จงเติมคำลงในช่องว่าง)
ไม่เล่าละ
สำหรับคนชอบของแปลกเท่านั้น
7. Judas
Info: http://www.imdb.com/title/tt0286739/
ขอบเขตเนื้อหา: ตั้งแ่ต่ยอห์น บัปติสต์ให้รับบัปติศมาที่แม่น้ำจอร์แดนจนกระทั่งพระเยซูถูกตรึงกางเขน
ประสบการณ์ของผู้ชม: ไม่ต้องอ่านไบเบิลมาก่อนก็ได้ คิดว่าน่าจะดูรู้เรื่องอยู่นะ
ความยาว: ชั่วโมงครึ่ง
ความปลื้ม: ปลื้มคุณพระเอก 

อื่นๆ :
อ่านชื่อเรื่องก็น่าจะรู้แล้วว่าใครเป็นพระ้ิเอก ฮ่าๆๆ
แม้จะเป็นหนังเกี่ยวกับพระเยซู แต่ความเด่นอยู่ที่ยูดาส Johnathon Schaech เล่นเป็นยูดาสเวอร์ชั่นหล่อเข้มที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ยูดาสต้องการปลดแอกชาวยิว แต่พระเยซูไม่เล่นด้วย เนื้อเรื่องนำเสนอเกี่ยวกับ"เพราะอะไรยูดาสถึงทรยศพระเยซู"ฉบับแต่งเอง โยนไบเบิลทิ้งไปได้เลย เราจะได้เสพยูดาสที่ไม่ใช่ยูดาสในไบเบิล ไม่ใช่ผู้ชายหน้าเงินคนหนึ่งที่ได้รับคำลงท้ายชื่อว่า "ผู้อายัดพระเยซูไว้นั้น"


ยูดาสกับพระเยซูเปรียบได้กับสีดำกับสีขาว พระเยซูบริสุทธิ์ผุดผ่อง เปิดเผย เชื่อคนง่าย ศรัทธาเต็มเปี่ยม พระเยซูในเรื่องนี้มีความเป็นเด็กสูงมาก ไม่น่าเชื่อว่าอายุสามสิบกว่าเข้าไปแล้ว ข้างยูดาสก็เก็บงำอะไรไว้ในใจตลอดเวลา ช่างขบคิด ช่างวางแผน และมีความมุ่งมั่น บุคลิกสองคนแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ทำให้ต่างฝ่ายต่างก็สนใจกันและกัน
ถึงเรื่องนี้จะมีส่วนที่แต่งเองอยู่บ้าง แต่แน่นอนว่าจุดจบเหมือนในไบเบิ้ล รู้สึกเสียดายนิดๆ ถ้าสามารถเลือกได้ก็ไม่อยากให้จบเศร้า อยากให้ทั้งสองคนมีความสุขบ้าง


เนื้อเรื่องโอเค แต่ตัวละครไม่ค่อย นอกจากยูดาสผู้มาดแมนแฮมซั่มที่สุดในยูนิเวิร์สแล้ว อย่างอื่นไม่ผ่านเกณฑ์ โดยเฉพาะพระเยซู ชอบทำหน้าแหยๆ เลยโดนยูดาสบดบังรัศมีหมด ฉากที่พระเยซูมอบอำนาจให้สาวกเพื่อส่งทั้งสิบสองคนออกไปเผยแผ่คำสอน ก็เหมือนจอมยุทธ์ในหนังจีนกำลังภายในถ่ายทอดวิชาให้ลูกศิษย์ เมื่อพลังงานหลั่งไหลเข้าไปในตัวลูกศิษย์แล้ว ลูกศิษย์ก็โห่ร้องอย่างดีอกดีใจ ----ชิ้ง---- T[]T* โกรธเคืองงงง ใครคิดเนี่ยฉากนี้! ตัดออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!
8. The Last Temptation of Christ
Info: http://www.imdb.com/title/tt0095497/
ขอบเขตเนื้อหา: ---เป็นนิยาย--- ไม่ต้องสนใจไบเบิล
ประสบการณ์ของผู้ชม: ถ้าไม่เคยอ่านไบเบิล ก็จะดูไม่สนุกนะ... ถ้าเคร่งศาสนาก็ดูไม่สนุกเหมือนกัน...
ความยาว: เกือบสามชั่วโมง
ความปลื้ม: ปลื้มวิลเลม เดโฟ ดูไปน้ำลายย้อยไป



อื่นๆ :
The Last Temptation of Christ "เป็นนิยาย" เนื้อเรื่องแตกต่างจากไบเบิลมากเหลือเกิน บางอย่างก็แทบจะเป็นการลบหลู่... คาดว่าหลายๆ คนคงรู้จักเรื่องดาวินชีโค้ดที่สร้างเสียงฮือฮาและได้รับคำด่าทอมากมายใน คราวเดียว The Last Temptation of Christ ก็เป็นแบบนั้น แต่เราว่า The Last Temptation of Christ แรงกว่าดาวินชีโค้ดเยอะ
สิ่งที่เราจะได้เห็นจากเรื่องนี้คือ มาร จิตวิญญาณ ผีหลอก ไสยศาสตร์ เพราะเน้นไปที่ Temptation โดยเหล่าซาตานที่มาในรูปแบบต่างๆ ดวงไฟ งู สิงโต... นอกจากนี้ธีมของเรื่องยังออกแนวหลอนๆ เน่าเฟะ และติดเรต ฉากปลุกลาซารัสควรเป็นปาฏิหาริย์ เรื่องนี้เป็นฉากปลุกซอมบี้ ศพเป็นศพ...


เริ่มด้วยพระเจ้าสถิตย์อยู่กับพระเยซู แต่สร้างความลำบากใจให้ host
ยิ่งกว่าโดนผีสิง
พระเยซูได้ยินเสียงคนพูดด้วยและรู้สึกเหมือนมีคนเิดินตามตลอดเวลา
พระเยซูเลยพยายามทำเลว เช่น
สร้างไม้กางเขนให้ทหารโรมันใช้ตรึงกางเขนชาวยิว
เพื่อให้พระเจ้าละทิ้งพระองค์ไป แต่พระเจ้าก็ไม่ทิ้งไป ปัดโธ่
เลิกสิงเสียทีเถอะ....
ยูดาส(ผู้ไม่หล่อแต่เร้าใจ)เป็นพวกพรรคชาตินิยม ถูกสั่งให้มาฆ่าพระเยซู แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือ แล้วยอมติดตามพระเยซูในฐานะสาวก แต่ยูดาสบอกว่าถ้าพระเยซูก้าวออกจากเส้นทางที่จะช่วยชาวยิวให้รอดเมื่อไหร่ ก็จะฆ่าพระเยซูทิ้ง พระเยซูให้ยูดาสอยู่เคียงข้างตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา "I'm afraid. Stay with me" (ฉากนี้ดูแล้วพ่นนมข้าวโพดกันเลยทีเดียว) และบอกว่ายูดาสเป็นสาวกที่เข้มแข็งและศรัทธามากที่สุด ส่วนสาวกคนอื่นๆ ใจโลเลพร้อมจะละทิ้งศรัทธาเสมอ ในเรื่องนี้นักบุญเปโตรเป็นพวกอ่อนแอและชอบพูดจาเอาความดีเข้าตัว


พระเยซูรู้จักกับแมรี่ แมกดาลีนตั้งแต่เด็กด้วย แมรี่เป็นโสเภณี เพราะรู้จักกันมาก่อนนี่เอง พระเยซูจึงช่วยแมรี่จากการถูกขว้างด้วยหิน หลังจากช่วยแมรี่แล้วก็เริ่มออกประกาศสั่งสอน การกระทำของพระเยซูเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดาไม่ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนิมิตที่ค่อยๆ หลุดมาทีละกระปิ๊ดกระป๊อย
เล่ามากก็สปอยล์ มาแลดูกันสิว่าพระเยซูหรือพญามารจะชนะศึกนี้ รางวัลแห่งชัยชนะคือความตายบนไม้กางเขน คุ้มจริงๆ
เราไม่ชอบเนื้อเรื่องเท่าไหร่ จะว่ารับไม่ได้ก็ถูก บางฉากบางตอนก็ไร้เหตุผล แต่ก็ยอมรับว่าหนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีพอสมควร อย่างน้อยผู้ชมก็เกิดอารมณ์ร่วมล่ะน่า แถมยังมีวิลเลม เดโฟสวมชุดเปลือยไหปลาร้าให้โลมเลียตลอดเรื่องด้วยนะ เคี้ยกๆ ทำเป็นตาแป๋ว เดี๋ยวได้มีการแหวก widescreen กันบ้างล่ะ


สุดท้าย ฉากตรึงกางเขนสยองกึ๋ยมาก โจรสองคนที่อยู่ข้างๆ พระเยซูบิดไปบิดมา เห็นแล้วเจ็บแทน จะบิดให้ตะปูเสียดเนื้อทำม้ายยยย T_____T เพิ่มความเสียวเป็นเท่าตัว ดูมาตั้งกี่เรื่อง แต่ถึงฉากนี้ทีไรก็อดเสียวไม่ได้ทุึกที มันเจ็บนะ!!! เลิกตรึงกันได้แล้ว!!!
9. The Nativity Story
Info: http://www.imdb.com/title/tt0762121/
ขอบเขตเนื้อหา: เรื่องราวของแม่พระ จนกระทั่งพระเยซูบังเกิด
ประสบการณ์ของผู้ชม: ไม่เคยอ่านไบเบิลก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ควรรู้เรื่องคร่าวๆ นะ
ความยาว: ชั่วโมงกับอีกสี่สิบนาที
ความปลื้ม: ปลื้มบวกเขิน นี่มันหนังรักโรแมนติกนี่นา!



อื่นๆ :
เรื่องนี้เหมาะสำหรับดูในวันคริสต์มาส เพราะนี่แหละคือเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดวันคริสต์มาสขึ้นมา
แม่พระหรือแมรี่เป็นหญิงพรหมจารีย์ ถูกจับคลุมถุงชนให้หมั้นกับโยเซฟ เตรียมจะแต่งงานกันหลังโยเซฟสร้างบ้านเสร็จ แมรี่ไม่ชอบใจ เพราะถูกบังคับและไม่ได้รักโยเซฟ แต่โยเซฟแอบชอบแมรี่มานานแล้ว พยายามทำดีกับแมรี่และครอบครัว แต่แมรี่ไม่สนใจ


อยู่มาวันหนึ่ง แมรี่ก็ตั้งครรภ์ ชาวบ้านต่างก็รู้ว่าเด็กในท้องไม่ใช่ลูกของโยเซฟเพราะแมรี่ไปอยู่ต่างเมือง นานหลายเดือน ไม่ได้เจอโยเซฟเลย
แมรี่บอกว่าเด็กในท้องเป็นลูกของพระเจ้า ตัวเองยังเป็นหญิงบริสุทธิ์ แต่ไม่มีใครเชื่อ หญิงล่วงประเวณีต้องโดนเอาหินขว้างจนตาย แ่ต่โยเซฟไม่ปริปากกล่าวโทษแมรี่เลย จึงไม่มีใครเอาผิดแมรี่ได้
คืนหนึ่งโยเซฟฝันเห็นทูตสวรรค์มาบอกให้รับแมรี่เป็นภรรยา บุตรที่เกิดมาคือพระบุตรของพระเจ้า โยเซฟก็ทำตามนั้น พวกชาวบ้านก็ตั้งแง่รังเกียจทั้งคู่ หลังจากนั้น เฮโรดก็สั่งให้ประชาชนเดินทางไปขึ้นทะเบียนที่บ้านเกิดของบรรพบุรุษ โยเซฟกับแมรี่ที่กำลังท้องแก่จึงต้องเดินทางไปยังเบธเลเฮม


ไม่มีตรึงกางเขน ไม่เสียว เพราะตอนจบพระเยซูยังอุแว้ๆ อยู่เลย
ตัวละครไม่ตรงสเป็กเท่าไหร่ แต่ก็โอเคแหละ
เชียร์โยเซฟขาดใจ อยากจะแปะ Genre ให้เป็นหนังโรแมนติก แม้จะถูกหญิงที่รักเกลียดขี้หน้า แต่ความดีและความรักสามารถเอาชนะได้ทุกสิ่งนะ ตอนที่เดินทางไปเบธเลเฮมนี่แหละ โอกาสทำคะแนน! สู้ๆ T^T (ดูผิดจุดประสงค์จริงๆ)
10. Life of Brian
Info: http://www.imdb.com/title/tt0079470/
ขอบเขตเนื้อหา: ไม่เกี่ยวกับไบเบิลเลยแม้แต่น้อย
ประสบการณ์ของผู้ชม: ถ้าไม่เคยอ่านไบเบิลจะไม่ขำหรอกนะ
ความยาว: ชั่วโมงกับอีกสามสิบสองนาที
ความปลื้ม: ปลื้มทหารโรมัน ปลื้มมุขแป้ก ฉ่อยจนขำ

อื่นๆ :
สงสัยล่ะสิว่าไบรอันเกี่ยวไรกับพระเยซู
คำตอบคือ ไม่เกี่ยวซักกะติ๊ด
เรื่องบนๆ มันเครียด ขอทิ้งท้ายเปลี่ยนบรรยากาศ Life of Brian เป็นหนังตลก เสียดสี พ่อหนุ่มนามไบรอันถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระคริสต์แล้วก็เกิดเรื่องวุ่นวายตามมาเป็นพรวน


มุขมันฉ่อยมาก บางมุขก็แป้กเกินบรรยาย แต่บางทีก็ทำเราอมยิ้ม โดยเฉพาะมุขที่ป้อนให้คุณๆ ทหารโรมัน อ่ะอั๊งน่ารักมาก มนุษย์ที่ซีเรียสเป็นชีวิตจิตใจไม่ควรดูหนังประเภทนี้ เพราะมันเบาสมอง เอ้อ... จะว่าปัญญาอ่อนก็...นั่นแหละ บ้าบอคอแตกไปหมด
ใครอยากอมยิ้มวันละหนสองหน ลองดูไบรอันนะจ๊ะ


หนังที่เกี่ยว กับพระเยซูทั้งโดยตรงและโดยอ้อมมีอีกมากมาย ถ้ามีโอกาสก็ลองหามาดูกันได้นะจ๊ะ แต่ถ้าอยากรู้เรื่องราวทั้งหมดแบบเต็มๆ คงต้องอ่านไบเบิลแล้วล่ะ เพราะคงไม่มีหนังเรื่องไหนสามารถยัดเนื้อหาและคำสอนลงไปได้หมด
สุขสันต์วันคริสต์มาสกันถ้วนหน้าเน้อ ^^/
ปล. ไร้สาระไปบ้างไม่น้อยก็มาก(?) ขออภัย
อยากเจอซานต้าแต่ที่บ้านม่ะมีปล่องไฟ