วันนี้มาอย่างยาวค่ะ...
จะเขียนเกี่ยวกับการทดลอง Stanford Prison Experiment ค่ะ
การทดลองนี้เป็นการจำลองสภาพภายในเรือนจำจริงๆ แต่หนูทดลองเป็นคนธรรมดานี่แหละ
ไม่ใช่นักโทษแต่อย่างใด
การทดลองนี้เริ่มในวันที่ 14 สิงหาคม วันเกิดของดิชั้นเชียวนะ กร๊าก แต่เค้าเริ่มในปี 1971 นะ
 
จากที่วางแผนไว้ว่าจะเก็บข้อมูลตลอดสองสัปดาห์
ทว่าผ่านไปแค่หกวัน นักวิจัยก็ตัดสินใจ ยกเลิกการทดลองกลางคัน ค่ะ
เพราะไม่สามารถทดลองต่อไปได้จริงๆ ด้วยเกรงว่าความรุนแรงที่ปะทุมากขึ้นเรื่อยๆ จะเกินกำลังควบคุม
 
ทั้งๆ ที่ผู้รับการทดลองก็ถูกคัดเลือกมาแล้วว่ามีสุขภาพจิตโอเค ไม่ใช่อาชญากร
....หากสภาพสิ่งแวดล้อมของเรือนจำ ทำให้คนเรากลายเป็นอะไรก็ได้ ภายในเวลาอันสั้น...
 
การทดลองนี้ ได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ถึงสองเรื่องด้วยกัน
นั่นคือ Das Experiment (2001) และ The Experiment (2010)
เอนทรี่นี้จะร่ายยาวตั้งแต่การทดลองจริงๆ ซึ่งมีการบันทึกผลเป็นวีดีโอเทป
ไปจนถึงรีวิวภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องเลยค่ะ
 
: ) ใครสนใจ เชิญอ่านกันได้นะคะ
 
 
 
 
 
 
 
**************************
 
 
Stanford Prison Experiment
 
14-20 สิงหาคม 1971
 
 
 
ปูพื้นฐาน
 
รายละเอียดงานวิจัย
 
Stanford Prison Experiment เป็นงานวิจัยเชิงจิตวิทยาเพื่อสังเกตพฤติกรรมของกลุ่มทดลองที่ถูกเลือกมาแสดงบทบาทพัศดีและนักโทษในเรือนจำจำลอง ริเริ่มและทำการทดลองโดยศจ. Philip Zimbardo แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพและเป็นที่สนใจเป็นอย่างมาก เพราะคิดว่างานวิจัยนี้อาจจะทำให้ทราบเหตุผลของเหตุขัดแย้งและการกระทำรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างผู้นักโทษและนักโทษในเรือนจำจริงๆ
 
ผู้รับการทดลอง
 
แรก เริ่ม ทางกลุ่มนักวิจัยประกาศรับสมัคร subject หรือผู้เข้ารับการทดลอง โดยมีค่าตอบแทนให้ด้วย และได้คัดเลือกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในสหรัฐฯและแคนาดาจำนวน 24 คนมาเป็นหนูทดลอง โดยทั้ง 24 คนต้องไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง ไม่บกพร่องทางสภาพจิต และไม่มีประวัติอาชญากรรม พวกเขาทั้ง 24 ล้วนสุขภาพแข็งแรง ฉลาดเฉลียวและเป็น ชายหนุ่มปกติธรรมดาทั่วไป
 
ผู้รับการทดลองถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพัศดี และ กลุ่มนักโทษ โดยการสุ่มเลือก
  • กลุ่มพัศดีทำงานเป็นกะ มี 3 กะ กะละ 3 คน เมื่อเลิกงานแล้วพัศดีสามารถกลับบ้านได้
  • กลุ่มนักโทษ ต้องอาศัยอยู่ในเรือนจำ 24/7 พักห้องละสามคน
 
สภาพแวดล้อม
 
สถานที่ทำการทดลองอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พวกเขา่เปลี่ยนห้องใต้ิดินของตึกวิจัยเป็นเรือนจำขนาดเล็ก เปลี่ยนประตูเป็นลูกกรงแล้วใช้ห้องวิจัยแทนห้องขัง มีระเบียงให้นักโทษใช้เป็นที่ออกกำลังกาย ไม่มีทั้งหน้าต่างและนาฬิกา นอกจากนี้ยังมีตู้ขนาดเล็ก ใช้แทน Hole (ห้องมืด ห้องขังเดี่ยว) สำหรับลงโทษนักโทษที่ไม่ดี
 
ช่วงเวลา
 
*ทีแรกนักวิจัยกำหนดช่วงเวลาว่าจะทดลองทั้งหมด 14 วัน หากเพียง 6 วัน การทดลองนี้ก็ต้องถูกระงับลง*
 
 
วิธีการ
 
  1. จับตัวนักโทษ โดยให้รถตำรวจไปจับตัวนักศึกษาจากบ้านเหมือนจับคนร้ายจริงๆ ทุกประการ มีการกำหนดความผิดของแต่ละคน จากนั้นก็ผูกตา พานักโทษไปส่งยังเรือนจำ
    • ขั้นตอนการส่งตัวนักโทษโดยปกติแล้วจะไม่มีการผูกตา แต่ทั้งนี้ทำเพื่อให้หนูทดลองตกใจและสับสนงุนงงมากยิ่งขึ้น
  2. นักโทษถูกสั่งให้ถอดเสื้อผ้า ให้พัศดีฉีดน้ำ ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดนักโทษ (ชุดกระโปรงลักษณะคล้ายถุงกระสอบ) สวมถุงน่องที่หัว (เลียนแบบการโกนผมนักโทษ) ไม่ได้สวมชุดชั้นใน สวมรองเท้าแตะ และมีโซ่คล้องข้อเท้าตลอดเวลา
    • นักวิจัยระบุว่า เครื่องแบบนี้ทำให้นักโทษชายรู้สึกอ่อนแอลง เพราะใส่กระโปรงเหมือนผู้หญิงแถมยังไม่มีชุดชั้นใน การให้ทุกคนทำผมทรงเดียวกันเหมือนในเรือนจำหรือกองทัพก็เพื่อลบลักษณะเฉพาะบุคคลให้หมดไป ให้ทุกคนเหมือนกัน เช่นเดียวกับการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์นั่นเอง ส่วนโซ่คล้องคอจะทำให้พวกเขาระลึกเสมอว่าตัวเองเป็นนักโทษ
    • อย่างไรก็ตาม เรือนจำของจริงส่วนใหญ่แล้วไม่ให้นักโทษใส่เครื่องแบบอะไรแบบนี้หรอก...
  3. นักโทษทุกคนจะมีเลขประจำตัว จะถูกเรียกด้วยเลข และทุกคนจะต้องแทนตัวเองด้วยเลขประจำตัวเท่านั้น
  4. หากต้องการไปเข้าห้องน้ำ ผู้คุมจะเป็นคนพาไป โดยนักโทษจะถูกปิดตาด้วยการเอาถุงคลุมหน้าด้วย
  5. มีการนับจำนวนนักโทษวันละหลายครั้ง
  6. ผู้คุมไม่ได้รับการฝึกอบรมอะไรทั้งนั้น แต่จะได้ใส่ชุดผู้คุม สวมแว่นตาดำเพื่อให้ไม่ให้นักโทษเห็นแววตา มีกระบองและกุญแจมือ
  7. ผู้คุมทำอย่างไรก็ได้ให้นักโทษอยู่ในกฎระเบียบ หากเกิดเหตุการณ์ที่นักโทษก่อจราจล พยศ ท้าทาย ผู้คุมต้องประชุมกันหาวิธีแก้ไขสถานการณ์เอาเอง แต่ห้ามทุกคนใช้ความรุนแรงเป็นอันขาด หากเกิดเหตุรุนแรงขึ้น การทดลองจะถูกระงับทันที
  8. มีการติดตั้งกล้องวีดีโอเก็บภาพและบทสนทนาของทุกคนตลอดเวลา และนักวิจัยสามารถเรียกนักโทษไปสัมภาษณ์ได้
  9. มีำกำหนดวันเยี่ยม ให้ครอบครัวมาเยี่ยมลูกหลานได้
  10. มีการเชิญบาทหลวงมาคุยกับนักโทษ
  11. มีการยื่นขอลดหย่อนโทษ (Parole)
 
 
 
ผลการทดลอง
 
  1. ช่วงแรกการทดลองดำเนินไปอย่างเรียบร้อยน่ารัก เพราะทุกคนยังตื่นเต้น และเห็นการทดลองนี้เหมือนค่ายพักแรมชนิดหนึ่ง นักโทษยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองนั้นถูกริบ "สิทธิมนุษยชน" ไปเรียบร้อยแล้ว
  2. ความเครียดเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อนักโทษรวมหัวกันสไตรค์ ไม่ยอมทำตามคำสั่งผู้คุม ผู้คุมจึงต้องคิดหาวิธีลงโทษ
  3. เนื่องจากถูกสั่งห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรง ผู้คุมจึงใช้วิธี "หยามเกียรติ" โดยการฉีดน้ำยาดับเพลิงใส่ สั่งให้ถอดเสื้อผ้า ริบเตียงออกจากห้องขัง หรือสั่งให้ทำความสะอาดโถส้วมด้วยมือเปล่า
  4. การทำโทษอื่นๆ ก็มี เช่น สั่งให้วิดพื้น ทีแรกนักวิจัยคิดว่าเป็นการลงโทษที่ดูเด็กเกินไป แต่มารู้ทีหลังว่า พวกนาซีก็ใช้วิธีนี้ลงโทษชาวยิวเช่นกัน ช่วงแรกนักโทษทำตามคำสั่งเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อความเครียดสั่งสม การวิดพื้นก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอีกต่อไป ผู้คุมบางคนเหยียบนักโทษ หรือสั่งให้นักโทษคนอื่นขึ้นไปนั่งบนหลังนักโทษที่กำลังวิดพื้นด้วย
  5. ผู้คุมหวั่นเกรงว่าหากนักโทษรวมหัวกัน ก็จะทำร้ายพวกตนได้ พวกเขาจึงพยายามทำลายเอกภาพของนักโทษด้วยการ มอบสิทธิพิเศษให้นักโทษบางคน หมุนเวียนกันไป เพื่อให้นักโทษงุนงง อิจฉา และเกิดความสงสัยในตัวนักโทษด้วยกันเอง อดีตนักโทษที่เป็นที่ปรึกษาในงานวิจัยระบุว่า ในเรือนจำจริงๆ ก็มีการใช้วิธีนี้เพื่อให้นักโทษแตกคอกันเช่นกัน
  6. ผู้คุมเพ่งเล็งนักโทษที่เป็น Prison Shutcall (หัวหน้า)และกลั่นแกล้งนักโทษคนนี้มากเป็นพิเศษ
  7. มีการ Lockdown หรือปิดห้องขังไม่ให้นักโทษออกมาข้างนอก ไม่ให้ไปเข้าห้องน้ำ ให้ขับถ่ายในห้อง ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ สั่งสมความเครียดมากยิ่งขึ้น
  8. นักโทษเก่าขู่นักโทษที่เข้ามาใหม่ถึงความเลวร้ายใน "ห้องทดลอง" แห่งนี้ และบอกว่าพวกเขาไม่มีวันออกไปได้ เช่นเดียวกับในคุกจริงที่นักโทษรุ่นพี่มักจะบอกเล่าเรื่องราวความเลวร้ายต่างๆ ให้นักโทษหน้าใหม่ฟัง
  9. นักโทษหลายคนเครียด โวยวาย ร้องไห้ และต้องการออกจากการทดลอง บ้างอดอาหารเพื่อประท้วง
  10. ผู้คุมและนักโทษเข้าถึงบทบาทจนแยกไม่ออกระหว่างความจริงและการทดลอง พวกเขาเริ่มเรียกตัวเองด้วยหมายเลขนักโทษ เชื่อฟังคำสั่งของผู้คุมเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา เชื่อฟังคำของเจ้าหน้าที่เมื่อเจ้าหน้าที่บอกให้รอผลยื่นขออภัยโทษ (ทั้งๆ ที่ผู้รับการทดลองสามารถขอออกจากการทดลองได้ตลอดเวลา)
  11. ในท้ายที่สุด สามารถแบ่งผู้คุมออกเป็นสามประเภท
    • ผู้คุมที่ดี เข้มงวด ทำตามกฎ แต่ไม่รังแกนักโทษ
    • ผู้คุมที่ใจดี ใจอ่อน ช่วยเหลือนักโทษเสมอ
    • ผู้คุมชั้นเลว ชอบข่มเหงรังแกนักโทษเพื่อความเพลิดเพลิน
  12. พฤติกรรมของผู้รับการทดลองเปลี่ยนไป บางคนกลายเป็นพวกซาดิสต์ โดยที่นักวิจัยไม่สามารถเดาได้จากการสัมภาษณ์ขั้นต้น สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือผู้ที่มีอำนาจ(หรือศักดินา)สูงกว่าจะอดทนต่อสภาพภายในเรือนจำได้มากกว่า ดังจะเห็นได้จาก ผู้คุมไม่ขอออกจากการทดลองกลางคัน ไม่เคยมาสายหรือหยุดงานเลย พวกเขาเสียดายที่การทดลองจบลงด้วยเวลาเพียงหกวัน ในขณะที่นักโทษหลายคนขอออกจากการทดลอง และดีใจมากที่การทดลองจบสิ้นลงเสียที

 

พฤติกรรมของนักวิจัย

  1. พวกเขาคอยดูกลุ่มทดลองทางกล้องวีดีโอ และเรียกตัวหนูทดลองมาพูดคุยด้วยในบางครั้ง
  2. แต่พวกเขาไม่อนุญาตให้ผู้รับการทดลองออกจากการทดลองทันทีที่ผู้รับการทดลองร้องขอ และต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้รับการทดลองประสบปัญหา ต้องออกจากการทดลองจริงๆ
  3. เกิดข่าวลือว่า ผู้รับการทดลองที่ออกจากการทดลองไปก่อนจะพาพรรคพวกกลับมาชิงตัวนักโทษ นักวิจัยเตรียมการป้องกันราวกับว่าเรือนจำของพวกเขานั้นเป็นเรือนจำจริงๆ และเมื่อความจริงปรากฏว่าข่าวลือเป็นเพียงข่าวลือ นักโทษก็ถูกลงโทษด้วย แม้แต่ผู้วิจัยก็อินกับบทบาทเสียจนลืมจุดประสงค์ของการวิจัยไปเสียสิ้น
  4. ในวันที่ให้ผู้ปกครองเข้าเยี่ยม นักวิจัยเกรงว่าพ่อแม่จะโวยวายที่เห็นสภาพสุดโทรมของลูกชาย ก่อนหน้านั้นจึงเลี้ยงดูนักโทษอย่างดี ให้อาบน้ำ โกนหนวดเครา ทำความสะอาด จัดพนักงานต้อนรับแสนสวยไว้คอยต้อนรับคณะผู้ปกครอง เรียกว่าสร้างภาพสุดฤทธิ์

 

จุดจบ

  1. ผู้ปกครองเรียกร้องให้ปล่อยตัวลูกชายของตน ไม่ใช่นั้นแล้วจะมีการเรียกทนายความมาดำเนินการตามกฎหมาย
  2. ผู้คุมนิสัยเลวข่มเหงรังแกนักโทษ ผู้คุมนิสัยดีก็ได้แต่ปลง ไม่สามารถห้ามปรามได้
  3. ผู้คุมบางคนทำร้ายร่างกายนักโทษตอนกลางคืนเพราะคิดว่านักวิจัยไม่ได้จับตามองอยู่ เนื่องด้วยความเบื่อหน่ายทำให้วิธีการทำร้ายร่างกาย.... น่ารังเกียจมากขึ้นเรื่อยๆ
  4. มีผู้คัดค้านวิธีการทดลองและต่อต้านในสิ่งที่ผู้คุมทำกับนักโทษ (ล่ามนักโทษไปห้องน้ำพร้อมกันโดยมีถุงกระดาษครอบศีรษะ)

 

การทดลองจึงจบลง

 

 

คอมเม้นต์

 

เราคิดว่า...............

การทดลองนี้น่าสนใจ แต่ก็ไร้ประโยชน์ไปนิดค่ะ........

การที่จับคนมาวิจัยแล้วบอกว่า อ้า... เหมือนในเหตุการณ์นั้นเลย ว้าว... เหมือนในคุกจริงเลย มันไม่มีประโยชน์เลยค่ะ หากอยากดูความบัดซบประมาณนี้ ไปดูในคุกจริงเลยดีไหมคะ จะเสียเวลามาเซตการทดลองทำไม

ไอ้การที่จับคนกลุ่มหนึ่งมากักขัง ทำร้าย ลิดรอนสิทธิมนุษยชนแล้วเขาโมโหโกรธา ประท้วงขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องที่เดายากหรอกค่ะ

ไอ้การที่จับกลุ่มคนธรรมดาสามัญมาใส่เครื่องแบบ ให้อาวุธ ให้อำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนนั้นเป็นผู้ชายวัยรุ่น ชายฉกรรจ์ แล้วคนกลุ่มนั้นเกิดเหลิงอำนาจ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นขึ้นมา ก็ไม่ใช่เรื่องที่เดายากอะไรเช่นกัน


**************************


 

ข้อสรุปที่ได้จากการทดลองนี้คือ สภาพแวดล้อมเฉกเช่นเรือนจำนั้นสามารถทำให้คนเราเป็นบ้าได้จริง ทั้งตัวผู้ึคุมและนักโทษ การให้อำนาจแก่ผู้คุมมากเกินไปก็เป็นผลเสีย หากผู้คุมไม่สามารถควบคุมสติและสำนักผิดชอบชั่วดีของตัวเองได้

ในตัวของคนเราทุกคน มีทั้งด้านดีและด้านเลว อยู่ที่คนเราจะงัดด้านไหนออกมาใช้ คนที่ปกติแล้วเป็นคนดี สุภาพ ร่าเริง มีอัธยาศัย อาจจะกลายร่างเป็นผู้ร้ายได้ทุกเมื่อ หากได้รับการปฏิบัติอย่างหยาบช้า ถูกลิดรอนสิทธิมนุษยชน ถูกข่มเหงและกดดันให้ต้องปกป้องตัวเอง

เรือนจำไม่ใช่สถานที่ขัดเกลาจิตใจ แต่มันคือ Animal Factory อย่างที่ภาพยนตร์เรื่อง Animal Factory นำเสนอจริงๆ นั่นแหละ เมื่อเข้าไปในคุกแล้ว น้อยคนนักที่จะคงความเป็นคนอยู่ได้ ส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นเดรัจฉาน ต้องเอาชีวิตรอด ต้องปกป้องตัวเอง ไม่ว่าต้องเสียความเป็นตัวเองและความเป็นคนไปก็ต้องทำ

คุก เป็นบทลงโทษที่เลวร้ายยิ่งกว่า ตาย หากจะหาโทษทัณฐ์ที่หนักหนายิ่งกว่าประหารชีวิต ก็คงเป็นการถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่สามารถยื่นขออภัยโทษได้ละกระมัง

 

 

 

**************************

 

สิ่งที่การทดลองนี้ขาดไปคือ "จะเก็บข้อมูลอะไร?" "วัตถุประสงค์?" "สมมติฐานคือ?" และ "กลุ่มควบคุมอยู่ที่ไหน?" อ่านบทสัมภาษณ์แล้ว... แม้แต่ตัวศจ.หัวหน้างานวิจัยเองยังยอมรับว่าตนเอง "ลืมตัว" และ "ลืมคิด" ถึงส่วนนั้น

"ทำไปเพื่ออะไรกันแน่" หรือเพื่อสนองความสงสัยใคร่รู้ของนักวิจัยเพียงเท่านั้น

หากการทดลองนี้มี "กลุ่มควบคุม" ให้ผู้คุมอยู่ในกฎอย่างเคร่งครัด ไม่มีการทำร้ายหรือรังแกนักโทษโดยไร้เหตุผล ไม่มีการทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ พูดจาส่อเสียด และเอาผลมาเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลองธรรมดา ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร การทดลองนี้จะดูเมกเซนส์ขึ้นมาทันที เพราะอย่างน้อยก็จะรู้ว่า นอกจากนิสัยใจคอโหดร้ายของอาชญากรรมตามปกติแล้ว "ผู้คุม" และ "ระบบ" ก็เป็นสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในคุกด้วยหรือไม่

หากทั้งกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมเลวร้ายเหมือนกัน แสดงว่าสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในสิ่งแวดล้อมของเรือนจำต้องมาจากสาเหตุอื่น หากกลุ่มควบคุมไม่เกิดความรุนแรง แสดงว่า "ถ้าระบบและผู้คุมดี ก็อาจจะลดอัตราการก่อเหตุทำร้ายร่างกายในคุกลงได้บ้าง"

และข้อมูลนี้อาจจะถูกนำไปใช้เป็นแนวทางปรับปรุงระบบได้ในอนาคต

....แต่มันก็เป็นแค่แนวทาง...

พวกเราที่อยู่นอกกำแพงไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าข้างในนั้นเป็นเช่นไร

 

**************************

 

 

การทดลองนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ถึงสองครั้ง โดยบทภาพยนตร์มีพื้นฐานและอ้างอิงพฤติกรรมบางส่วนจากผลการวิจัย แต่มีการเปลี่ยนแปลงแต่งเรื่องเพิ่มให้เหมาะสมกับการทำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

 

 

เรื่องแรก Das Experiment (2001) เป็นหนังสัญชาติเยอรมันค่ะ

 

ตัวเอกในเรื่องชื่อ ฟัห์ด อาชีพนักข่าวอิสระ เขาเห็นประกาศรับสมัครหนูทดลอง จึงตัดสินใจเข้าร่วม เพื่อจะหาข่าวไปขาย ฟัห์ดพกแว่นตาที่เป็นกล้องถ่ายวีดีโอเข้ามาในเรือนจำด้วยเพื่อบันทึกภาพระหว่างที่ร่วมการทดลอง

เขาได้รับหมายเลข 77 และอยู่ร่วมห้องขังเดียวกับนักโทษเบอร์ 38 และ 82 โดยเบอร์ 82 นั้นเป็นนักโทษขวัญอ่อน ต้องการออกจากการทดลองกลางคัน ส่วน #38 เป็นคนที่อยู่ในระเบียบวินัย เคร่งขรึม และมีสติตลอดเวลา ฟัห์ดมองพฤติกรรมของ #38 ก็เดาออกว่าเขาเป็นทหาร #38 เปิดเผยให้ฟัห์ดรู้ว่า เขาเป็นทหารอากาศที่ปลอมตัวมาร่วมการทดลองเพื่อสังเกตการณ์นั่นเอง

เวอร์ชั่น 2001 อิงงานวิจัยออริจินัลค่อนข้างมากค่ะ เสื้อผ้า สภาพสถานที่ถ่ายทำ อิงจากเรื่องจริงแทบทั้งหมด ทีมวิจัยเองก็มีบทบาทในหนังค่อนข้างมากด้วย มีการนำนักโทษออกมาพูดคุย สัมภาษณ์ มีนักวิจัยคอยสกรีนมอนิเตอร์ตลอดเวลา


ฟัห์ดเป็นคนที่มีความเป็นฮีโร่อยู่ในตัว เขารักความยุติธรรมและมักจะช่วยเหลือเพื่อนนักโทษที่ถูกกลั่นแกล้งเสมอ แม้จะโดน #38 ดุเอาว่า "นายมันงี่เง่าหาเรื่องใส่ตัว" ก็ตาม นอกจากนั้น ฟัห์ดยังเป็นพวกปากเสียหน่อยๆ เขาคิดว่านี่เป็นแค่งานวิจัย เป็นแึค่เกมเกมหนึ่ง ไม่ใช่คุกจริงๆ เขาจึงพูดจาท้าทายอำนาจของผู้คุม จนถูกผู้คุมเขม่นเอา และนั่นก็ทำให้ชีวิตใจเรือนจำของฟัห์ดลำบาก เขาถูกผู้คุมลากตัวไปทรมาณ ถูกสั่งให้ขัดส้วม และอะไรต่อมิอะไรมากมาย แม้ว่าฟัห์ดจะไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่เขาก็ไม่สามารถเ็ก็บซ่อนความกังวลและความหวาดกลัวไว้ได้

เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในเดือนสิงหาคมของปี 1971 ความเครียดและความรุนแรงก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คุมหลงในอำนาจของตนเอง ใช้ความรุนแรงกับนักโทษมากขึ้น หมอจุตตาต้องการนำผู้คุมที่ใช้ความรุนแรงออกจากการทดลอง แต่ดร.หัวหน้าทีมวิจัยไม่ยอม เพราะผู้คุมคนนั้นเป็นชนวนความขัดแย้งที่น่าสนใจในแง่ของการวิจัยมาก จนในที่สุด ทีมวิจัยก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อีกต่อไป
 
 
 
 
ข้อเสียเพียงอย่างเดียว Das Experiment คือ ความเวอร์ค่ะ เริ่มต้นได้ดี แต่ตอนหลังเวอร์เกินไปอย่างไรชอบกล เพราะขนาดมีทีมวิจัยคอยเฝ้าดูเหตุการณ์ ก็ยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ กลุ่มผู้คุมเหลิงจัดจนทำร้ายแม้กระทั่งทีมวิจัย ซึ่งมันไม่น่าเป็นไปได้ป่ะ แถมมีการนำตัวละครจากภายนอก ซึ่งก็คือ แฟนสาวของฟัห์ดเข้ามาพัวพันกับสถานการณ์ในการทดลองด้วย ทำให้เราคิดว่ามันโอเวอร์และเกินความเป็นไปได้มากไปหน่อย
 
นี่ยังไม่นับเรื่องที่มีจำนวนผู้ควบคุมดูแลน้อยเกินไป การทดลองในเรื่องนี้เกิดขึ้นกลางเมือง ในตึกใหญ่ ว่ากันตามความจริงน่าจะมีพนักงาน มียามรักษาความปลอดภัยมากกว่านี้ ยิ่งมีการทดลองอันตรายภายในตึกด้วยแล้ว แต่ตามท้องเรื่อง มีนักวิจัยคอยดูมอนิเตอร์อยู่ประมาณ 1-3 คน... จะบ้าเหรอคะ.... แล้วตึกก็โคตรกว้างเลยค่ะ.... นักโทษวิ่งวนกันอยู่นานยังหาทางออกไม่เจอ... แต่ไม่มียามสักคน... ขอจัดความเวอร์ให้ไปอีกดอก
 
ทีมวิจัยรู้ว่าเกิดปัญหา แมร่มก็ไม่เรียกตำรวจค่ะ เจือกโทรหาหัวหน้า รายงานว่า "แย่แล้ว!" ดรวกส์มากๆ
 
 
แต่อย่างไรก็ตาม เราชอบที่เรื่องนี้ทำออกมาอิงกับต้นฉบับการทดลองของจริงนะคะ มีวันเยี่ยม มีการให้เขียนจดหมาย การลงโทษอะไรต่อมิอะไรก็ใกล้เคียงของจริงทีเดียวค่ะ
 
 
แล้ว.... #38 ก็เท่โคตรๆๆๆๆๆๆๆ เลยค่ะ อ๊าก หลงรักหนุ่มหัวล้าน
 
 
 
**************************
 
 
ผ่านไปเก้าปี The Experiment ถูกในมาสร้างใหม่อีกครั้ง ฉายในปี 2010 นำแสดงโดยน้าเดรียนขวัญใจดิชั้น Adrien Brody ค่ะ ฮู้ย น่ารักมากๆๆๆๆ อย่างเคย แถมทั้งหุ่นทั้งหนวดทั้งผมน้า เป๊ะมากกกกกกกกกค่ะ ดิชั้นดูแล้วแอบละเลยเนื้อเรื่องเพราะมัวแต่ละลายไปกับความหล่อของน้านิดนึง
 
 
 
 
เวอร์ชั่น 2010 ไม่ค่อยจะอิงการทดลองในปี 1971 เท่าไหร่ค่ะ หนูทดลองเป็นบุคคลทั่วไป ไม่จำกัดอายุ น้าเดรียนเป็นหนุ่มนักสังคมสงเคราะห์นามว่า เทรวิส มาร่วมการทดลองเพราะอยากได้เงินตามแฟนสาวไปอินเดียค่ะ ในวันคัดเลือก น้าเดรียนได้รู้จักกับ แบร์ริส ชายผิวดำร่างใหญ่ในชุดสูท ที่ดูเป็นคนสุภาพและแหยหน่อยๆ กับเบนจี้ ชายร่างท้วมที่ดูเนิร์ดๆ บ๊องๆ ในตอนหลัง แบร์ริสรับบทเป็น ผู้คุม ส่วนเบนจี้เป็นเพื่อนร่วมห้องขังกับเทรวิส
 
ผู้รับการทดลองทั้งหมดขึ้นรถบัส(ไม่มีการผูกตา)ไปยังโกดังที่อยู่นอกเมือง พวกเขา่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำข้าวของที่ติดตัวมาเข้าไปในห้องขังด้วย แต่จะได้รับเครื่องแบบให้สวมใส่ เครื่องแบบนี้ต่างจากเครื่องแบบของการทดลองในปี 1971 ค่ะ คาดว่าหนังเรื่องนี้คงปรับโน่นนี่ให้มันดูทันสมัยมากกว่า
 
ไม่มีทีมวิจัยโผล่มาระหว่างทำการทดลองเลยค่ะ เหมือนว่านักโทษและผู้คุมถูกพาไปทิ้งไว้โดยไร้การควบคุม ผู้คุมเองก็อาศัยนอนที่โกดัง ไม่ได้กลับบ้านเช่นเดียวกับนักโทษ หนทางเดียวที่นักวิจัยจะติดต่อผู้คุมได้ก็คือ "ไฟแดง" หากผู้คุมทำเกินกว่าเหตุ หรือละเลยหน้าที่ ไฟแดงจะติด แปลว่า การทดลองสิ้นสุดลงกลางคัน และทุกคนจะไม่ได้เงินค่าจ้าง
 
 
คาแรคเตอร์เทรวิสต่างจากฟัห์ดเมื่อเก้าปีก่อน พวกเขารักความยุติธรรมและชอบช่วยเหลือคนอ่อนแอเหมือนกัน แต่เทรวิสมีมาดความเป็นผู้นำมากกว่าค่ะ ฟัห์ดนั้นถูกเรียกว่าเป็น Trouble Maker แต่เทรวิสเนี่ย ผู้คุมเขาถือว่าเป็น Ring Leader หรือนักโทษที่เป็นหัวหน้า เป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องต่างๆ ค่ะ เทรวิสยังดูสุขุมลุ่มลึกและอ่อนโยนกว่าฟัห์ดด้วย อ๊าย นี่ต้องเป็นเพราะออร่าของน้าเดรียนแน่ๆ เลยทีเดียว
 
อนึ่ง เพื่อนร่วมห้องขังของพระเอกเท่อีกแล้ว คราวนี้ #17 นะคะ.... ดูเอาเองจะรู้ว่าเท่แสรดๆ..... เท่รองจากน้าเดรียนนิดเดียว
 
 
 
ในจำนวนผู้คุม มีทั้งผู้คุมที่ดี ใจอ่อน คอยช่วยเหลือนักโทษ และผู้คุมที่ดุร้าย บ้าอำนาจ ในจำนวนนั้นมี เชส(แคม จิกอนเดต์ค่ะ อ๊าก ฮอต แต่บทดันสุดเลว...) ที่เห็นการใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติและสนุกสนาน เชสดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าผู้คุมในตอนแรก แต่ตอนหลัง ขั้วอำนาจก็เปลี่ยนไป
 
อำนาจตกอยู่ในมือของแบร์ริส
 
แบร์ริส คนที่ดูแหยๆ แหยะๆ ในทีแรก ก็เริ่มจะคลั่งไคล้พาวเวอร์ของตนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความที่แบร์ริสโดนล้อเลียนถากถางว่าเป็นคนไม่เอาไหน เป็นลูกแหง่ติดแม่ มาโดยตลอด เมื่อเขาใช้อำนาจผู้คุมกับนักโทษและได้รับความเคารพ ได้เห็นทุกคนหวาดกลัวในตัวเขา แบร์ริสก็ภูมิใจดีใจเสียจนกระปู๋ชูชันเลยทีเดียว
 
 
 
ภายในเวลาเพียงสองวัน ด้วยความน่ารักของน้าเดรียน เอ้ย ด้วยความเด่นของเทรวิส พวกผู้คุมก็หมายหัวเขา ลักพาออกจากกรงขัง ไปทรมาณต่างๆ นานา
 
(ระหว่างดู ดิชั้นก็กรี๊ดเร่าๆ ว่า "พวกแกบังอาจจจจจจจจจจจ รังแกน้าเดรียนของชั้นเรอะ!!" ม่ายน้า สงสารน้าเดรียนมากค่ะ....)
 
 
พวกผู้คุมอาศัยความที่ว่า ไฟแดงยังไม่ติด แปลว่าพวกเขาได้รับอนุญาตให้ทำโทษนักโทษต่อไปได้ การลงโทษอย่างไร้มนุษยธรรมจึงเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เบนจี้ นักโทษที่ป่วยไม่ได้รับการดูแลรักษา อีกทั้งยังเกิดเหตุการณ์ ผู้คุมเชสเงี่ยนจัด... หาเศษหาเลยกับนักโทษอีก สถานที่ทดลองมีจุดบอดบางจุดที่ไม่มีกล้องวีดีโอ เปิดโอกาสให้ผู้คุมทำตัวต่ำทรามได้สบาย
 
 
และแล้วความคลั่งแค้นที่สะสมอยู่ในหัวใจของนักโทษทุกคนก็ระเบิดออกมา ภายในโกดังไกลปืนเที่ยงขาดการติดต่อกับโลกภายใน สถานที่ทดลองแห่งนี้กลา่ยเป็นป่าปิดตาย ให้สัตว์ทุกตัวฆ่าฟันกันเองอยู่ภายใน เพราะไฟแดงไม่ยอมติดเสียที
 
 
 
เว้ากันตรงๆ ไม่ได้ลำเอียงเพราะน้าเดรียน เอ่อ... หรือว่าลำเอียงเพราะน้าเดรียนวะ... เอาเถอะ... เราชอบ 2010 มากกว่า 2001 นะคะ ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่อิงตามการทดลองจริงๆ ในปี 1971 เป๊ะๆ แต่ว่ามันก็สมเหตุสมผลกว่าอย่างไรไม่รู้ แถมยังเพิ่่มประเด็น Prison Rape เข้ามาด้วย ซึ่งถ้าพูดถึงคุกแล้วเนี่ย มันเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ แยกออกจากกันไม่ได้เลยค่ะ (ซ้ำร้ายคนที่ไปข่มขืนเค้าก็เป็น แคม จิกอนเดต์ด้วยนะ... โฮรว TAT)
 
ของปี 2010 นี้ออกแนวศจ.สติเฟื่องหลอกจ้างคนมาทำการทดลองผิดกฎหมายอย่างเห็นได้ชัด เพราะพาคนมาที่ร้างผู้คน ทิ้งเอาไว้ ไม่คอยดูแล ไม่ช่วยเหลือ จนเกิดเหตุการณ์รุนแรงก็ยังไม่มาระงับ คิดเอาแต่ผลประโยชน์ฝ่ายเดียว คือตัวเองจะได้เก็บข้อมูลได้ตามที่ต้องการ
 
และงานนี้ ไม่มีคนภายนอกมายุ่งเกี่ยวเลยค่ะ มีแค่หนูทดลองกลุ่มนี้เพียวๆ พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปมีทั้งน่าขยะแขยงและน่าสงสาร แค่ได้ดูว่าพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างไรก็น่าสนใจและน่าติดตามมากๆ แล้วค่ะ
 
 
 
 
 
หากสนใจ อย่าลืมไปหามาดูกันนะคะ!!
เราว่าหนังสองเรื่องนี้ควรให้ผู้คุมนักโทษดูมากๆ เลยอ่ะ....
คืออย่างน้อยดูแล้วก็น่าจะคิดได้ป่ะ ว่าพฤติกรรมเลวๆ แบบผู้คุมในหนังมันอุบาทว์แค่ไหน
เราเชื่อว่าคงไม่มีนักโทษคนไหนอยากหาเรื่องผู้คุมน่ะค่ะ... ถ้าผู้คุมไม่ชั่วช้าเองก่อน...
แล้วมันก็จะลดความตึงเครียดของนักโทษได้ด้วยนะ
 
จริงอยู่ พวกเขาเป็นนักโทษ ต้องได้รับโทษ ไม่เห็นจะต้องเห็นใจ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเพราะพวกเขาเป็นนักโทษ ผู้คุมจะทุบตีประทุษร้ายอย่างไรก็ได้ โอเคมั้ยคะ
คนที่มีจิตใจโหดร้าย ทุบตีผู้อื่นโดยไร้เหตุผล เกินกว่าเหตุ
คนเหล่านี้ไม่สามารถถือว่าตัวเองสูงส่งกว่านักโทษเหล่านั้นหรอกค่ะ
 
 
 
 
 
 
ข้อคิดที่ได้จากการดูหนังทั้งสองเรื่องก็เหมือนผลสรุปของงานวิจัยนั่นแหละค่ะ
 
หากคนเราไม่มีความเคารพซึ่งกันและกัน ปฏิบัติต่อกันอย่างสัตว์ คนก็จะกลายเป็นสัตว์ในท้ายที่สุดค่ะ
การที่เหล่าผู้คุมในหนังกลายเป็นเหยื่อให้นักโทษไล่ล่า
มันก็เป็นเรื่องที่สาสมแล้ว ไม่สามารถเห็นใจผู้คุมได้เลย...
 
 
 
 
ปล. ทิ้งท้าย
 
น้าเดรียนน่ะนะ.... //ถอนหายใจ
 
 
 
 
 
 
 
 
ทำ Page ใหม่ไว้ค่ะ Page หนังคุกที่ดิชั้นเคยดู.... ยังลงไม่หมดนะ จะค่อยๆ เพิ่มไปทีละนิด
บางเรื่องจำชื่อไม่ได้อ่า
สนใจคลิกได้ด้านล่างค่ะ
 
 

Comment

Comment:

Tweet

wow ka !!

#15 By chingching (203.157.72.222) on 2016-06-08 15:32

มีใครคนใหน ที่อยากมีรายได้เสริม งานที่วัยรุ่น ทั่วประเทศไทยเค้าทำกัน ทำอยู่ที่บ้านได้ ( รับ18ปี+) รายได้ 2000-5000บาทต่อสัปดาห์ ไม่มีการแท็กเฟสบุคแน่นอนครับก สนใจติดต่อได้  http://beside-group.com/id.php?id=7494

#14 By Art ADM on 2013-09-11 01:56

ดูไปกรี๊ดไป ทราวิสหน้าตาโมเอ้ถูกสเป็คมาก
หุ่นเซ็กซี่มิใช่น้อย (หื่นมั่กๆ)

ชอบลุง 17 เหมือนกัน เท่ได้ใจ น่าจะมีบทบาทมากกว่านี้อีกนิด คงมันส์ดี

กฏธรรมชาติ
สันดานมนุษย์ + อำนาจ = ความชิบหาย sad smile

#13 By มูมู่อ่ะ (202.91.18.194) on 2011-09-24 22:31

คอมเม้นต์ของเราที่โพสต์ลง IMDB ค่ะ ขอแปะที่นี่ด้วยละกัน -_-
พิมพ์ไปด้วยความปึ้ด


Firstly, please let me suggest that this movie is not about Stanford Prison Experiment. It doesn't claim that it presents what happened in 1971 at Stanford' basement. The experiment in this movie was done somewhere else by someone else and it seemed illegal to me. That's the point. Please keep that in mind while watching.

Moreover. Is The Experiment a remake of 2001 Das Experiment? I guess not. Two movies share the same plot (prison experiment) but each one has its own characters and story line. Good thing is you could watch both movies excitedly about what will happen next. Fahd(2001) is a reporter, Trevis(2010) is not. Stories are quite different as well. 2001 has at least 3 researchers working around, 2010 has none.

I assumed what story writer want to tell us is the experiment in 2010 version is an illegal action. The researcher brought men to the location faraway from town, let them be, and didn't give a damn. All the researcher did was collecting information heartlessly, let guards played bad guys as they pleased. So it drove prisoners crazy.

For me, this story makes sense more than 2001 which the experiment was employed in town with only 3 researchers who were unable to control the situation. And I kinda don't like the idea in 2001 movie which let outsiders get involved too much, I mean, Fahd' girlfriend and researchers, 2 women, on top of that. The experiment was supposed to be Male-Only experiment, was it not?

I won't say that which version is better or more original-like for both of them are not completely original-like at all. I watched both, and both of them enjoyed me a lot. Horrifying and disgusting. That's enough for watching movies. If you want to know what happened in 1971 -real- Stanford Prison Experiment, don't waste your hours watching these movies, go watch the documentary named "Quiet Rage: The Stanford Prison Experiment" instead.



ไม่ได้อวยเพราะน้าเดรียนนะ แต่คิดงั้นจริงๆ ฮ่าๆๆๆ


ขอบคุณทุกคอมเม้นต์เลยค่ะ : )
และยินดีที่ได้รู้จักสมาชิกใหม่ด้วย ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
ยินดีอย่างยิ่งที่รีวิวของเราทำให้คนสนใจหนังสือ Animal Factory
เดี๋ยวอาจจะอัพเอนทรี่ใหม่ล่ะ ขอตัวไปเขียนก่อนนะ ฮี่

#12 By persona non grata on 2011-09-23 21:40

จะบอกว่าแอบติดตามบล็อกนี้มาเงียบๆ โดยตลอดเลยละค่ะ แล้วก็เพราะบล็อกนี้ทำให้เราไปตามหาซื้อหนังสือ the animal factory กันเลยทีเดียว (แล้วก็มาสำเหนียกว่าภาษาอังกฤษเรามันยังไม่ถึงขั้น)

เคยดูเรื่อง the experiment ค่ะ ไม่คิดว่าจะมาจากการทดลองจริง แล้วก็ปกติเรื่องคุกๆ นี่เลี่ยงได้เราเลี่ยงค่ะ แต่ถ้าได้ลองดูไปนิดนึงแล้วมันต้องดูจนจบแบบว่ามันคาใจ (ฮา) แต่ดูไปก็รู้สึกได้ว่ากดดันสุดๆ ปกติหนังที่ตัวเอกรันทด ตกยากนี่ก็ชอบนะคะมันบีบใจดี (?) แต่พอเป็นคุกแล้วมันคนละฟีลนิดนึง เพราะถ้าพูดถึงคุกแล้วมันต้องมีการข่มเหงและข่มขืนแน่นอน แล้วเป็นอะไรที่เราดูแล้วจะติดตาแล้วได้แต่เก็บไปคิดมากกกกก

ได้แต่ถามว่าทำไมต้องทำแบบนั้น ทั้งๆ ที่พอจะรู้คำตอบ เราเห็นด้วยกับที่เขียนมามากๆค่ะ แต่ทั้งนี้นี่อาจจะเป็นความเห็นของคนภายนอกจริงๆก็ได้ค่ะเพราะเราไม่ได้อยู่จุดๆ นั้น เราบอกไม่ได้ว่าอะไรควรไม่ควร อะไรถูกอะไรผิด

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการทดลอง เราว่ามันไร้สาระมากๆ ค่ะ เพื่ออะไร? เราคิดว่าผลการทดลองออกมาก็ไม่ได้ใช้อะไรให้เกิดประโยชน์ได้นอกจากสนองความอยากรู้เท่านั้น

โอย เม้นท์วนไปเวียนมา งงเอง แล้วก็ขอแสดงตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการ แอบอ่านมาตลอดค่ะ ฮาา

#11 By ★ AIM ★ on 2011-09-23 00:43

แว๊ก พิมพ์ไปอ่านไป พิมพ์ผิดเยอะแยะอย่างน่าเกลียดมากเลยอ้ะ ขอโทษด้วยค่ะ

#10 By Aijou~ on 2011-09-22 20:34

ขอบคุณท่านเพอร์ที่ตอบคอมเม้น์แล้วยังมีบริการแจ้งเตือนทางทวิตเตอร์ด้วยค่ะ (เขินอ่ะ อ๊ะแหะ~)

อ่าน่วนที่ท่านเพอร์เอามาเพิ่มเติมแล้ว
เอ่อ...คณศจ.ออกแนวรู้สึกเหมือนเล่นเกมซิมส์หรือไงอยู่ไม่ทราบ
ขำๆ ปนขื่นๆ ยังไงก็ไม่รู้ ตลกร้ายเกินไป๊

แฮ่... แต่เราก็สงสัยเหมือนคุณกอร์ดอนนะคะ แล้วอะไรเป็นตัวแปรอิสระอ่ะ?
ยิ่งเป็นการวิจัยทางจิตวิทยาแบบนี้ในตัวคนคนนึงก็ดูเหมือนจะมีตัวแปรอิสระเยอะเกินไป
ตัวข้อมูลที่จะเก็บก็...ไม่ค่อยชัดเจน เก็บอะไร เอาไปใช้ทำอะไร?
ดูเป็นการวิจัยที่ล่องลอยๆ ไงชอบกล ไร้ประโยชน์จริงๆ อย่างที่ว่านั่นแหละค่ะ
แถมยังเหมือนเอาคนไปล้อเล่นกับจิตใจโดยเปล่าประโยชน์
อ่านแล้วยิ่งชวนให้ลิ้งค์ไปถึงเอาท์ชวิทซ์ยังไงก็ไม่รู้
(นั่งอ่านถึงตอน Conclusion ที่พานักบวชมาแล้วจิตตกอย่างบอกไม่ถูก ...ที่จริงมันก็ตกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้วนี่เนอะ)

ปล.รูปคุณ subject(?) ใน A State of Mild Shock... แอบหล่ออ่ะค่ะ

#9 By Aijou~ on 2011-09-22 20:33

อย่าซีเรียสน้า ล้อเล่นอ่า 55555
ตกลงว่าเพราะน้าเดรียนต่างหากสินะ ก๊ากก


เรื่องหนังคุกเอาจริงๆบร๊ะไม่ได้ดูมากมายเท่าไหร่ ยิ่งเรื่องที่มีฉากข่มขืนยิ่งไม่ได้ดู
แต่สามัญสำนึกการขืนใจมันก็เป็นเรื่องไม่ดีอยู่แล้ว แม้ว่าในเรื่องแต่งแบบพวกนิยาย การ์ตูน คนอ่านจะไม่ได้รังเกียจอะไรมากมายก็เถอะ

แต่ถ้าเป็นการสมยอมพี่เพอร์ก็โอเคแจ่มเลยสินะคะ 5555 <นี่ก็ไม่เลิกเนาะ 55555 oTL

#8 By babuababo on 2011-09-22 19:53

เรปบนหยาบคายมาก orz
เพราะมีน้าเดรีียนต่างหาก....(นี่ก็ไม่ใช่...)

ในจำนวนวัฒนธรรมทุกอย่างของคนคุก ชั้นเกลียดการข่มขืนมากที่สุดเลยต่างหาก เป็นการกระทำขั้นสวะสุดๆ ในจำนวนทุกอย่างละ -_- ต่อให้คนทำหล่อขนาดแคมก็ไม่ให้อภัยหรอกนะ นี่มันแย่มากอ่ะ

#7 By persona non grata on 2011-09-22 18:45

สรุปคือไฟแดงไม่ยอมติดเพราะนักวิจัยมันก็บ้าจะเอาแต่ผลประโยชน์สินะ..
อีพวกผู้คุมก็เลยทำตามสบายเลย
ฮู

สรุปประเด็นสอง
พี่เพอร์ชอบเวอร์ชั่น 2010 เพราะมี Prison Rape ล่ะสิ...
5555555555

#6 By babuababo on 2011-09-22 18:39

มีวัตถุประสงค์ค่ะ แต่เหมือนศจ.จะอินจัดจนลืมไปชั่วครั้งชั่วคราว

จากเวบไซต์ หน้าแรกเขียนไว้เช่นนี้ค่ะ
What happens when you put good people in an evil place? Does humanity win over evil, or does evil triumph? These are some of the questions we posed in this dramatic simulation of prison life conducted in the summer of 1971 at Stanford University.

ซึ่งเราว่า มันเป็นคำตอบที่รู้ๆ กันอยู่อ่ะ ไม่เห็นจะต้องทดลองอะไรมากมาย -_-
ไหนๆ จะทำทั้งที จะเอาแค่ "อยากรู้" แล้วจบหรือคะ

หากได้อ่านสไลด์โชว์ช่วง Escape > A Visit ศจ.ระบุว่า เขาลืมตัวเองไปจริงๆ ค่ะ

Gordon had heard we were doing an experiment, and he came to see what was going on. I briefly described what we were up to, and Gordon asked me a very simple question: "Say, what's the independent variable in this study?"

To my surprise, I got really angry at him. Here I had a prison break on my hands. The security of my men and the stability of my prison was at stake, and now, I had to deal with this bleeding-heart, liberal, academic, effete dingdong who was concerned about the independent variable! It wasn't until much later that I realized how far into my prison role I was at that point -- that I was thinking like a prison superintendent rather than a research psychologist.

การทดลองนี้เป็นการทดลองที่อันตรายค่ะ เพราะใช้คนจริงๆ มาทดลองให้อยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมและอันตราย หากผู้ควบคุมการวิจัยยังควบคุมตัวเองไม่ได้ หากวิธีการเก็บข้อมูลและวิธีการทดลองเปลี่ยนแปลงไปเพียงเพราะความอยากรู้ของนักวิจัย อาจจะเกิดความเสียหายได้ จริงไหมคะ

และเราก็คิดว่าการจับคนมาสุ่มๆ เลือกคนแบบสุ่ม แม้มันจะฟังดูดีและดูเรียล แต่มันก็ควบคุมได้ยาก ต่อให้ได้ผลการทดลองมา ก็หาข้อสรุปเป็นชิ้นเป็นอันได้ยากค่ะ

หากมีวัตถุประสงค์ สมมติฐานที่แน่นอน ระบุได้ว่าต้องการเก็บข้อมูลตัวนี้ๆๆๆ เป็นชิ้นเป็นอัน อย่างน้อยก็สามารถช่วยให้นักวิจัยไม่หลงทาง หลงประเด็นได้ค่ะ

#5 By persona non grata on 2011-09-22 10:41

อ่านแล้วอึ้งค่ะ....
ตรงส่วนของการทดลองจริงน่ะค่ะ ตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมถึงไม่พูดเรื่องวัตถุประสงค์การทดลองน๊า~
แต่ก็อุตส่าห์มองโลกในแง่ดีว่า ท่านเพอร์อาจจะอยากอุบไว้ก่อนรึเปล่าน๊า มันต้องน่าสนใจมากแน่เลย อยู่ดีๆ ก็นึกอยากจับคนไปยัดคุก'เล่นๆ'เนี่ย ไม่ใช่นึกสนุกอยากทำก็ทำได้นะเออ

ปรากฏว่า...ลืม... ลืมคิดเรอะ!? *ย้อนไปอ่านทวนอีก 3 รอบ* ลืมจริงๆ เรอะ!!!!
พูดไม่ออกบอกไม่ถูก...

ส่วนของรีวีวหนัง... อุปาทานไปรึเปล่า ทำไมรู้สึกช่วงหลังๆ เห็นคำว่า น้าเดรียนๆ ลอยไปลอยมา

#4 By Aijou~ on 2011-09-22 10:24

เคยดูที่เป็น The Experiment ค่ะ ไม่คิดว่าจะอ้างอิงจากการทดลองจริงนะนี่
คิดว่าแค่หยิบทฤษฎีมาทำเป็นหนังเฉยๆ
ขอบคุณมากเลยค่ะ :)

#3 By Baby_Sun* on 2011-09-22 00:35

เอาใหม่อีกที...
สรุปคือมันเป็นเรื่องจริงสินะ ...
orz
ขนาดยกเอามาแค่บาง condition ยังทำให้คนบ้าได้ ถ้าตีแผ่ของจริงคง...

#2 By ¤ ZeeKA ¤ on 2011-09-22 00:20

โอ๊ยยยยย ตอนแรกอ่านรีวิวแล้วเข้าใจว่าเป็นการทดลองจริงๆนะเนี่ย
กำลังจะ WTFF !! เลยทีเดียว
ชีวิตถ้าจะโหดร้ายได้ขนาดนี้นะ...
เพิ่งจะรู้ตัวว่าถ้าจะดูหนังคุกๆมันก็ต้องจบด้วยแนวนี้สินะ...
ขนาดยังไม่ได้ดู อ่านรีวิวแบบไม่ได้ลึกซึ้ง แค่เห็นรูปก็รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมา
เราคงจะมองโลกในแง่ดีเกินไปสินะ...
(หรือเพราะช่วงนี้อารมณ์ไม่เสถียรด้วย)

ป.ล. เริ่มจะเข้าใจในความโมเอ้แปลกๆของแนวพี่เพอร์นิดนึง (นี้ดด เดียวจริงๆ)

#1 By ¤ ZeeKA ¤ on 2011-09-22 00:15