Crazy: คนบ้า

posted on 02 Nov 2012 21:55 by verellie in Book directory Fiction, Knowledge
 
PETE EARLEY
 
CRAZY
 
 
 
 
 
เมื่อไม่นานมานี้อ่านหนังสือหลายเล่มจบไป(สอบเสร็จเลยอ่านโครมๆ) หนึ่งในจำนวนนั้นมีงานเขียนของคุณพีท เออร์ลีย์ที่ดิฉันเคยเขียนถึงเมื่อครั้งรีวิวหนังสือเรื่อง The Hot House Life Inside Leavenworth Prison
 
คุณพีท เออร์ลีย์เป็นนักข่าวและนักเขียน งานเขียนของคุณเออร์ลีย์มีทั้งนิยายและสารคดีค่ะ ด้วยความที่เป็นนักเขียนที่เก่ง ต่อให้เขียนงานแนวสารคดีหรืองานวิจัยก็ไม่น่าเบื่อ อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่าเข้าใจง่ายและสื่ออารมณ์ได้ชัดเจน แม้จะเขียนเรื่องยากๆ ก็ตาม ดิฉันติดใจผลงานของคุณเออร์ลีย์มาตั้งแต่ได้อ่านเรื่องเดอะฮ็อตเฮาส์ ที่คุณเออร์ลีย์ได้รับอนุญาตให้เข้าไปสัมภาษณ์นักโทษและผู้คุมในเรื่อนจำ เมื่อมีโอกาสจึงหาหนังสือเล่มอื่นของคุณเออร์ลีย์มาอ่านอีก
 
Crazy เป็นผลงานเรื่องที่สองที่ดิฉันได้มาไว้ในมือ
 
มาหนนี้ Crazy ยังวนเวียนอยู่กับคุก แต่ไม่ได้เกี่ยวกับคุกโดยตรงเสียทีเดียว Crazy เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคจิต คนเหล่านี้บ้างก็ปะปนอยู่ในสังคม บ้างก็กินนอนอยู่ข้างถนน บ้างก็ถูกส่งไปศูนย์บำบัด บ้างก็ถูกจับเข้าคุก คุณเออร์ลีย์สัมภาษณ์ผู้ป่วย แพทย์ นักกฎหมาย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยและกฎหมายในการกำกับดูแลคนเหล่านี้ เพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ให้เราได้อ่านกัน
 
แรงบันดาลใจที่ทำให้เขาก้าวเข้ามาเรียนรู้เรื่องที่คนทั่วไปไม่รู้... สิ่งที่ผลักดันให้เขาไขว่คว้าหาคำตอบในเรื่องที่คนเดินถนนไม่ใส่ใจ คือ "ไมค์" ลูกชายของเขา
 
คุณเออร์ลีย์เคยไปสัมภาษณ์นักโทษ เคยเห็นนักโทษที่เป็นบ้า เขาไม่ได้สนใจ ไม่ได้เห็นคนเหล่านั้นเป็นอะไรมากกว่าคนบ้า เขาไม่เคยใส่ใจว่าคนเหล่านั้นจะมีความเป็นอยู่อย่างไร จนกระทั่งวันหนึ่ง...
 
วันที่ลูกชายของเขาเป็นบ้า
 
 
******
 
 
 
มันคือโรคร้าย และมันจะอยู่กับเราไปจนวันตาย
ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ว่ามันจะมาเคาะประตูห้องของใครก่อนกัน
อาจจะเป็นเธอ อาจจะเป็นฉัน
ที่ฉันเห็นเธอ หรือ เธอเห็นฉัน ก็อาจจะเป็นแค่ภาพลวงตา่
 
 
 
ไมค์เป็นเด็กดี ฉลาด รูปหล่อ เขาเป็นลูกชายที่พ่อแม่ภูมิใจและไว้วางใจจนกระทั่ง "มัน" มาเยือนไมค์ในวันหนึ่ง เขาเริ่มถามคำถามแปลกๆ เริ่มคิดว่าพระเจ้าพยายามสื่อสารกับเขาในทางใดทางหนึ่ง ไมค์เริ่มจากคำถามที่เข้าใจยาก จนในที่สุดก็พูดจาไม่ปะติดปะต่อ บางเวลาก็ตื่นเต้น บางเวลาก็ซึมเศร้า บ้างทำตัวเหมือนวัยรุ่นวัยต่อต้าน บ้างกลายเป็นเด็กที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ไม่รู้ผิด ไม่รู้ถูก
 
พีท เออร์ลีย์พาไมค์-ลูกชายของเขาไปโรงพยาบาลเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่หมอปฏิเสธที่จะให้การรักษา กฎหมายว่าไว้ว่าหากผู้ป่วยบรรลุนิติภาวะ ผู้ป่วยจำเป็นต้องยินยอมที่ให้หมอรักษาด้วยตนเอง ไม่ว่าพีทจะขอร้องอย่างไรหมอก็ยืนยันว่าเขาไม่สามารถกักตัวไมค์เอาไว้หรือบังคับให้ไมค์ทานยาได้
 
ทว่า ผู้ป่วยน้อยรายนักจะมีสติสัมปชัญญะมากพอที่จะรู้ว่าตนป่วยและต้องการยา พวกเขามักจะบอกว่าตนไม่ได้ป่วยและไม่ต้องการยา จนแล้วจนรอด ไมค์ก็ไม่ได้รับการรักษา พีทพยายามหาทางช่วยลูกชาย เขาภาวนาขออย่าให้เรื่องราวเลวร้ายมากไปกว่านี้
 
แต่แล้ว วันที่ฝันร้ายของพีทเป็นจริงก็มาถึง
 
ไมค์อาการกำเริบแล้วก็บุกรุกเข้าไปในบ้านของคนอื่น ตำรวจจับไมค์เข้าคุก เขาถูกส่งตัวไปขึ้นศาล โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าตนเองทำผิด ไม่รู้ว่าอนาคตของเขาจะเป็นเช่นไร อัยการ ทนายความ โจทก์ พ่อ ไม่ว่าใครจะทำอะไร ไมค์ก็ไม่สนใจทั้งนั้น
 
 
 
 
******
 
 
ฉันเห็นคนที่ไม่มีอยู่จริง
ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าฉันรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาไม่มีตัวตนอยู่จริง
แต่ฉันเห็น ฉันเห็นพวกเขาตลอดเวลา
สมองบอกฉันว่าฉันเห็นพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีอยู่จริง
ฉันไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ
บางทีสมองอาจจะบังคับให้ฉันนึกว่าคนที่มีอยู่จริงนั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง
บางคนหัวเราะเยาะ หาว่าฉันโง่ ไม่มีสมอง
ถ้าไม่มีสมอง ฉันคงไม่ต้องเป็นแบบนี้
หรือบางทีฉันอาจจะไม่มีสมองตั้งแต่้ต้น สมองทำให้ฉันคิดว่าฉันมีสมอง
 

 
พีท เออร์ลีย์เป็นนักเขียน เขาไม่สามารถช่วยลูกชายของเขาได้มากไปกว่าการค้นคว้าและการเขียน อดีตภรรยาของเขาบอกให้เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นเพื่อช่วยไมค์ เพื่อตามหาวิธีที่จะทำให้ไมค์กลับมาเป็นไมค์คนเดิม หากเขาทำสำเร็จ นอกจากเขาจะสามารถช่วยชีวิตลูกชายของเขาได้แล้ว ยังสามารถช่วยคนอีกมากมายที่ตกเป็นเหยื่อของโรคจิตเภท
 
พีทเริ่มที่คุก เขารู้ว่าคุกกักขังผู้ป่วยเอาไว้มากเพียงไร ผู้ป่วยที่ไม่มีใครต้องการล้วนถูกจับเข้าคุก เพราะพวกเขาไม่มีสติยั้งคิดทำให้พวกเขาละเมิดกฎหมายได้ง่าย ตำรวจไม่รู้จะส่งผู้ป่วยไปที่ไหนก็จับเข้าคุก ผู้ป่วยหลายรายได้รับการปล่อยตัวเพราะพวกเขาเป็นโรคจิต แล้วพวกเขาก็จะกลับมาอีก ถูกจับกลับมาเข้าคุก ขึ้นศาล ปล่อยตัว ไม่มีัวันจบสิ้นตราบนานเท่านาน นานเท่าที่พวกเขาไม่ได้รับการรักษา พีทคอยจับตาดูพฤติกรรมของนักโทษที่เป็นผู้ป่วยและสัมภาษณ์นักโทษผู้ป่วยบางคนที่สามารถพูดคุยได้ คนเหล่านี้ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป แต่ก็ไม่ได้น่าสงสารเสมอไปเช่นกัน ผู้ป่วยเป็นได้ทั้งเหยื่อและผู้ล่า บางรายดุร้าย เหี้ยมโหด เนื่องจากควบคุมตัวเองไม่ได้ บางคนเผาครอบครัวตัวเอง บางรายทุบแฟนจนเลือดอาบ บางรายน่ารำคาญ ทำอนาจารในที่สาธารณะ พูดคนเดียวหรือตะคอกคนรอบข้าง บางรายเป็นเหยื่ออารมณ์ ถูกรุมซ้อม ถูกเรียงคิวข่มขืน
 
สิ่งเดียวที่จะหยุดได้ทั้งความโหดร้ายของผู้ล่าและชีวิตอันน่าอนาถาของเหยื่อคือการรักษา
 
ด้วยความช่วยเหลือจากคนรู้จักและเครือข่ายต่างๆ พีทได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลที่สำคัญนานา ทั้งข้อมูลด้านกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยโรคจิตและศูนย์บำบัด ข้อปฏิบัติของผู้รักษากฎหมายต่อผู้ป่วยและความพยายามที่จะเข้าใจและให้ความช่วยเหลือ เขาเข้าถึงตัวผู้ป่วย ได้รับฟังเรื่องราวของผู้ป่วยคนอื่นๆ นอกจากไมค์ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครอบครัวของผู้ป่วย พ่อแม่จำนวนมากต้องทนเห็นลูกตัวเองเป็นบ้า
 
บ้างดิ้นรนช่วยเหลือลูกทุกวิถีทางเช่นเดียวกับพีท
 
น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่กลัวลูกของตัวเอง... ส่วนมากปล่อยปละละทิ้ง...
 
 
 
******
 
 
ผู้ป่วยโรคจิตไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าผู้ป่วยโรคหวัด
และผู้ป่วยโรคจิตก็ไม่ได้ต้องการอะไรน้อยไปกว่าผู้ป่วยโรคหวัดด้วย
พวกเขาต้องการอาหาร ที่พัก เครื่องนุ่งห่ม ยา
นอกจากนั้น พวกเขาต้องการโอกาส...
โอกาสที่จะหยุดพัก โอกาสที่จะได้รับการรักษา
โอกาสที่จะหายจากโรค และโอกาสที่จะกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้ง
ผู้ป่วยโรคหวัดมีโอกาส แต่ผู้ป่วยโรคจิตกลับไม่ได้รับโอกาสนั้น
ผู้ป่วยหลายคนจึงเลือกที่จะไม่ป่วย เลือกที่จะไม่แตกต่าง เลือกที่จะไม่ต้องการยา
ในที่สุดพวกเขาก็ไม่ต้องการอาหาร ที่พัก เครื่องนุ่งห่ม
ไม่ต้องการโอกาส
 
ไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งนั้น
 
 
 
พีทพยายามค้นหาวิธีที่จะรักษาลูกชายของเขา สิ่งที่เขารู้จากการค้นคว้าและเสาะหา สิ่งที่ช่วยคือ "ยา" ผู้ป่วยที่ปฏิเสธยา หรือ หยุดยา มักจะถูกโรครุมเร้าขึ้นมาอีกในเวลาอันสั้น
 
"ยา" สิ่งที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ปฏิเสธเพราะคิดว่าโรคจิตเกิดจากความอ่อนแอ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะมอบให้ผู้ป่วยเพราะคิดว่าคนบ้าเป็นบ้าก็เพราะเป็นบ้า พีทค้นพบว่า "ยา" ช่วยให้ผู้ป่วยครองสติได้ หากได้รับยา่ที่ถูกต้องในปริมาณที่ถูกใจ ในเวลาที่เหมาะสม
 
ทว่า ยาไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพลังใจ หากผู้ป่วยมีแรงจูงใจหรือได้รับกำลังใจมากพอที่จะผลักดันให้เขาทานยาอย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่หายขาด แต่อย่างน้อยๆ พวกเขาก็จะได้รับการรักษาและดำเนินชีวิตด้วยตัวเองได้อีกครั้ง
 
 
การไปโบสถ์หรือคอมมูนิตี้สำหรับผู้ป่วยเพื่อพบปะพูดคุยเองก็ช่วยรักษา แต่ช่วยทางอ้อม ช่วยทางใจ ช่วยให้ผู้ป่วยเปิดใจและรู้จักตนเองมากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ผู้ป่วยมีเพื่อน พวกเขาจะได้ไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งหรือถูกขับออกจากสังคม อย่างไรก็ตาม ความรักจากคนแปลกหน้าหรือจะสู้ความรักจากคนใกล้ตัว... จากครอบครัว... หลายครอบครัวที่พีทสัมภาษณ์ คนในครอบครัวผลักภาระเรื่องผู้ป่วยให้กับรัฐ ปัดความรับผิดชอบให้หมอที่เป็นคนแปลกหน้า บางคนกล่าวโทษรัฐที่ไม่ดูแลผู้ป่วยให้ดี แต่ไม่เคยฉุกคิดว่าใครกันแน่ที่ทิ้งผู้ป่วยก่อนเพื่อน ใครกันที่ส่งผู้ป่วยไม่อยู่ในมือที่ตนด่าปาวๆ ว่าห่วยแตก
 
ไม่คนใดก็คนหนึ่ง หรืออาจจะทั้งสองฝ่าย ที่มัวแต่รอให้มันแย่จนสายเกินแก้
 
และสุดท้ายก็อยู่ที่ตัวผู้ป่วยเอง ต้องรักตัวเอง ไม่ต้องกินยาเพื่อใคร กินเพื่อตัวเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาอ้อนวอนให้หายจากโรค ผู้ป่วยต้องแข้มแข็งและทำเพื่อตัวเองให้ได้ ไม่ต้องรอให้อาการหวนกลับมาถึงจะกิน "ยา" เป็นสิ่งที่ต้องกินตามสั่ง กินตามเวลา ก่อนอาหาร หลังอาหาร โรคจิตคืออาการป่วย ไม่ต่างอะไรจากมะเร็ง เอดส์หรือภูมิแพ้ โรคจิตไม่มีวันหาย แต่เราอยู่กับมันได้ถ้าเราไม่ปล่อยให้มันทำลายชีวิตเราโดยสิ้นเชิง
 
พีท เออร์ลีย์ยอมรับว่าเขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นด้วยใจที่ไม่เป็นกลาง เขาโกรธ เขาเกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำร้ายไมค์ ทำร้ายครอบครัวของเขา เขาเกลียดคนที่พยายามยัดเยียดฐานะอาชญากรให้แก่ลูกชายของเขาทั้งๆ ที่ไมค์ป่วย ในวันที่เรื่องราวสิ้นสุดลง เมื่อเขามีโอกาสได้คิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีกครั้ง เขาก็ทำความเข้าใจคนเหล่านั้นขึ้นมาได้ทีละเล็กทีละน้อย
 
โรคจิตเป็นโรคที่ผู้ป่วยควบคุมตัวเองไม่ได้และอาจจะเป็นภัยแก่คนรอบข้าง ตราบใดที่ยังมีคดีผู้ป่วยทางจิตทำร้ายหรือฆ่าคนอยู่เนืองๆ ใครจะไปห้ามความหวาดกลัวได้ ก่อนที่จะเรียกร้องขอความเห็นใจ ขอที่ยืนในสังคม ผู้ป่วยต้องแน่ใจว่าดูแลตัวเองได้โดยที่จะไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นเพราะอาการป่วยโดยเด็ดขาด
 
สุดท้ายแล้วชีวิตของไมค์และผู้ป่วยเหล่านี้จะเป็นเช่นไร พีท เออร์ลีย์เชิญเรามาร่วมหาคำตอบได้ในหนังสือเล่มนี้
 
คำตอบจะปรากฏขึ้นในใจของทุกคนที่อ่านจบ
 
คำตอบไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว
 
คำตอบของทุกคนอาจจะไม่มีวันเหมือนกัน
 
 
 
******
 
 
การค้นคว้าของพีท เออร์ลีย์ในหนังสือเล่มนี้จะวนเวียน อีหรอบเดิม ไม่ว่าเขาจะผันหน้าไปหาใคร หรือหาข้อมูลในยุคสมัยใด สิ่งที่เขาได้ยิน ได้ฟัง ก็ไม่ต่างกันมากมาย เหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง ตอนอ่านก็รู้สึกได้
 
เนื้อหาในหนังสือแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือเรื่องราวของไมค์ และการค้นคว้าของพีท ส่วนที่เป็นหาค้นคว้าหาข้อมูลจะใช้การเล่าแบบสารคดีและบทสัมภาษณ์ที่พีทเขียนขึ้นในฐานะนักข่าว แม้จะไม่เป็นกลางอย่างแท้จริงนัก แต่อคติของเขาไม่เข้มข้นจนทำให้อรรถรสของงานเขียนแนวสารคดีเสียไป
 
ในส่วนของไมค์ จะเป็นการเล่าผ่านพ่อที่มีลูกชายเป็นผู้ป่วย พ่อที่กลุ้มใจแทบบ้าที่ต้องทนเห็นลูกเป็นบ้า
 
พีท เออร์ลีย์แสดงทั้งสองบทบาทได้อย่างไม่มีที่ติ
 
 
สั่งซื้อที่อะเมซอน มีทั้งแบบ Ebook และ Book ค่ะ
 
 
******
 
 
 
ส่งท้ายคุยอะไรนอกเรื่องบ้าง หนนี้รีวิวหนังสือเครียดๆ ผิดกับหนก่อนโดยสิ้นเชิง
 
จริงๆ เล่มนี้ซื้อมานานมากแล้วค่ะ กว่าจะอ่านจบ หนาเอาเรื่อง
 
ตอนสั่งมาก็ตบกับอะเมซอนแทบตายไปข้างเพราะสั่ง "เล่มใหม่ ปกแข็ง" อะเมซอนดันส่ง "มือสอง ปกแข็งสภาพพอใช้" มาให้ ดิฉันกรี๊ดโร่เข้าเว็บสาดเคลมทุกสิ่งอันไปยังอะเมซอน แล้วก็ได้คำขอโทษและรีฟันด์มาแบบไร้ความรับผิดชอบ บอกว่าไม่ต้องคืนหนังสือด้วยนะ ใจดีมาก... แปลได้อีกแบบว่าจะทิ้งก็ทิ้งเองนะ ไม่ไปรับคืน ไร้ความรับผิดชอบได้อีก ตั้งแต่นั้นมาก็ตัดสินใจว่าไม่พอใจอะไรนิดหน่อยดิฉันจะเคลมให้หมด รีฟันด์ได้ก็รีฟันด์ไป เอาสิ
 
แต่ไหนๆ ได้มาแล้ว (และตั้งใจซื้อตั้งแต่ต้น) ก็อ่านและดูแลอย่างดีค่ะ ถึงจะเป็นหนังสือมือสองที่ถูกส่งมาผิด หนังสือก็ยังให้ความรู้ได้สมกับที่เป็นหนังสือ มีค่าสมกับเป็นหนังสือ มีค่าเกินกว่าที่จะเอาไปทิ้งเพราะความสะเพร่าของคน
 
ตอนนี้อ่านหนังสืออยู่อีกสองเล่มค่ะ เล่มหนึ่งเป็นแนวสารคดี(อีกแล้ว)ที่นักข่าวพลีกายพลีใจแฝงตัวเข้าไปทำงานในคุก(คุกอีกแล้ว...) กับอีกเล่มเป็นนิยายเกี่ยวกับโฮโมเซ็กชวลและศาสนาค่ะ น่าสนใจทั้งคู่ ถ้าอ่านจบแล้วและเข้าท่าจะหาเวลาเขียนถึงค่ะ : )
 
พบกันใหม่เมื่อดิฉันอ่านนิยายคุกจบอีกเล่ม~
 
 
 
 
สำหรับผู้ที่สนใจรีวิวหนังสือเล่มก่อนของคุณเออร์ลีย์ คลิกที่ลิงค์ด้านล่างได้เลยค่ะ คุกนะคะ!
 
 
 
 
 
หมายเหตุ: ข้อความอักษรตัวเอียงไม่ได้คัดมาจากหนังสือเรื่องใด
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

@komina มันก็มีแบบคนที่ไม่ได้มีปัญหาทางสมองแต่ซึมเศร้าด้วยนะ อันนั้นต้องส่งเสริมสุขภาพจิตกันไป แต่คนที่ผิดปกติทางสมองจริงๆ เนี่ย ;_; น่าสงสารมากเลย อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเห็นว่าผู้ป่วยเกือบทุกรายก็มีอะไรคล้ายๆ กันนี่แหละ และจะไม่ชอบทานยาเหมือนกัน บอกว่าตัวเองไม่เป็นไรหรอกเหมือนกัน เฮ้อ... ขอบใจสำหรับดาวจ้า
@horo เป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยและครอบครัวด้วยนะคะ ดีใจด้วยที่เขายอมให้พาตัวไปรักษา ถ้าสนใจลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูค่ะ : ) เคสของคุณพีท เออร์ลีย์ ติดกฎหมายสิทธิมากมายก่ายกองของ US ค่ะ กฎหมายมันทับกันไปทับกันมา จนกลายเป็นว่าหมอไม่สามารถรักษาคนไข้ได้ ตำรวจไม่สามารถจับตัวคนจรจัดได้จนกว่าจะก่อเรื่องร้ายแรงเสียก่อน... อ่านแล้วปวดหัวแทน หมอจะรักษาก็กลัวผิดกฎหมาย

#3 By persona non grata on 2012-11-03 22:51

ผู้ป่วยโรคจิตทั้งน่ากลัวและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน
เห็นเค้าอาละวาดแล้วเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน
คนที่เรารู้จัก กลายเป็นคนที่เราไม่รู้จัก และไม่รู้จักเรา
มันเสียใจและไม่เข้าใจว่าเกิดขึ้นได้ยังไง (ประสบการณ์ตรงค่ะ)
แต่ก็ยังโชคดีที่ รพ.บ้านเราเขาช่วยรักษาให้ได้นะคะ
ยาสำคัญมากๆ และคนที่บ้านก็สำคัญไม่แพ้กันที่ต้องช่วยกันให้กำลังใจ
เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองมีที่ยืนในสังคมและอยากจะทำให้ตัวเองหายป่วย
  
คุณพีทน่าสงสารจริงๆ  รู้ว่าลูกป่วยแต่ก็ทำการรักษาไม่ได่้
รีวิวดี อ่านแล้วน่าติดตามอีกแล้วค่ะ 

#2 By HoRo ... ll on 2012-11-03 19:47

โก้ว่าคนที่มีโรคทางจิตน่าสงสารมากค่ะ โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่ามันไม่มีทางรักษาให้หายได้ด้วยคนอื่นหรือยา มันจะรักษาให้หายได้ด้วยตัวผู้ป่วยเท่านั้นอย่างที่พี่เพอร์ว่าไปนั่นแหละค่ะ
มันน่ากลัวตรงที่คนเหล่านี้มักคิดว่าตัวเองปกติ ตัวเองไม่ได้เป็นอะไร สุดท้ายก็ต้องอยู่โดยที่บางครั้งเราถูกโรคร้ายนี้บงการให้ทำเรื่องไม่ดีต่างๆโดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิด และมันคงไม่มีทางที่โรคนี้จะหายไปนอกจากคนไข้รู้ตัวนั่นแหละค่ะ
ขอแปะดาวให้นะคะ แฮะๆHot!

#1 By cocoetoile on 2012-11-03 15:52