[Novella] The Pink Triangle

posted on 06 May 2013 13:36 by verellie directory Fiction

 

 

The Pink Triangle

 
 
 
 
 
 
Written and finished by me in Autumn, 2012
 
 
 
 
 
For those who still hate.






For them victims of prejudice.





เมื่อห้าปีก่อนในคาบวิชาประวัติศาสตร์ ศาสตราจารย์ฟเลโทตั้งคำถามว่า สามเหลี่ยมสีชมพูในวงกลมสีเขียวคืออะไร?

ผมจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ติดตาเหมือนดูวีดีโอที่เล่นภาพซ้ำไปซ้ำมา วิชาประวัติศาสตร์เป็นคาบเรียนสุดท้ายของวัน ทุกคนรอฟังเสียงกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนด้วยใจจดจ่อ เหล่านักศึกษาที่ไม่ได้มีใจใฝ่ศึกษานั่งนับลมหายใจเข้าออกรอให้เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาห้าโมงตรง ผมนั่งเท้าคางอยู่บนอัฒจันทร์ชั้นสาม แถวกลางห้อง ขนาบด้วยคริสและพอลล่าเพื่อนสนิท คริสนั่งสับปะหงก เขาผงกหัวขึ้นมองกระดานดำเมื่อได้ยินเสียงศาสตราจารย์โยนชอล์กลงราง ผมก้มมองนาฬิกา เหลือเวลาอีกห้านาที ห้านาที หลังจากนั้นผมก็จะเป็นอิสระจากประวัติศาสตร์ เป็นอิสระจากอดีตที่หลายต่อหลายคนคิดว่าไร้ค่า เพราะขึ้นชื่อว่าอดีต ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะหวนกลับมา

ศาสตราจารย์กุสตาฟ ฟเลโทกวาดตามองนักศึกษาบนอัฒจันทร์อย่างใจเย็นในขณะที่ทุกคนพากันหลบตาวูบวาบเพราะกลัวถูกเรียกให้ตอบคำถาม

ผมไม่เคยเห็นใครสมเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์เท่าฟเลโทมาก่อน เขามักจะสวมเสวตเตอร์เก่าๆ ทับเสื้อเชิ้ตสีขาว สวมเสื้อโค้ดสีกากีในวันที่อากาศหนาว สะพายกระเป๋าหนังยับเยินบรรจุตำราและม้วนกระดาษเหลืองๆ แว่นตากรอบกลมเฉิ่มเชยเหมือนแฟชั่นยุคแฮรี่ พอตเตอร์พาดอยู่เหนือหน้าผากใต้ไรผมสีดอกเลา ใบหน้าคมสันเปื้อนเคราครึ้มแต่งแต้มร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ตรงมุมปากและหางตา สิ่งเดียวในตัวเขาที่อายุไม่ถึงครึ่งศตวรรษคือรองเท้าผ้าใบไนกี้แอร์แม็กซ์

ฟเลโทเป็นชาวเยอรมันที่เดียดฉันท์แนวคิดของพรรคนาซี เช่นเดียวกับชาวเยอรมันส่วนใหญ่ซึ่งต่างก็คิดว่าพรรคนาซีคือจุดด่างพร้อย ทั้งการกระทำของพรรคนาซีก็เป็นสิ่งที่น่าอับอาย แต่แทนที่ฟเลโทจะหลีกเลี่ยงการพูดถึงความผิดพลาดของบรรพบุรุษที่เรียกได้ว่าเหม็นคาวเลือดที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์นั้น เขากลับหยิบยกตราบาปในรูปเครื่องหมายสวัสดิกะมาเป็นหัวข้อการเรียนการสอนครั้งแล้วครั้งเล่า

"สามเหลี่ยมสีชมพูในวงกลมสีเขียว ใครตอบได้บ้าง?" ฟเลโททวนคำถาม

สัญลักษณ์ของการเรียกร้องสิทธิ์ของพวกรักร่วมเพศ

สามเหลี่ยมคว่ำสีชมพู คือเศษผ้าผืนเล็กๆ บนอกของนักโทษกลุ่มหนึ่งในค่ายกักกันนักโทษของพรรคนาซี สีชมพูเป็นสีหนึ่งในจำนวนเจ็ดสี ใช้สำหรับคัดแยกผู้ที่ทำความผิดทางเพศออกจากสีอื่นๆ นักโทษที่ติดป้ายสีชมพูส่วนใหญ่แล้วคือพวกรักร่วมเพศ ส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นผู้ร้ายข่มขืนหรือพวกกระทำชำเราเด็ก สามเหลี่ยมสีชมพูนั้นถือกันว่าเป็นเครื่องหมายแห่งความอัปยศอดสู

ทั้งห้องเงียบเป็นเป่าสาก ได้ยินก็แต่เสียงเครื่องปรับอากาศครางหึ่ง บางคนหลับใน บ้างไม่ได้ฟังคำถาม บ้างไม่รู้คำตอบ บางคนรู้... แต่ไม่กล้าตอบ ผมเป็นพวกหลัง คำติฉินนินทาที่ล่องลอยมาตามสายลมรั้งมือเราไว้บนตัก สายตาดูถูกดูแคลนลับหลังสั่งให้เราปิดปากเงียบ พอลล่าชี้นิ้วไปยังอัฒจันทร์แถวหน้าสุดแล้วแกล้งทำเป็นกระซิบกระซาบกับผมและคริสด้วยเสียงอันดัง ดัง...พอให้คนทั้งห้องได้ยิน

"เรื่องแบบนี้ต้องถามเทย์เลอร์"

เสียงหัวเราะผุดพราวขึ้นจากทั่วทุกหัวระแหง ผมมองเทย์เลอร์ด้วยแววตาเย็นชา ใบหน้าร้อนผ่าว แผ่นหลังหนาวยะเยือก








"นิโก้เป็นตุ๊ด!"

"วิปริต!"



ช่วงพักกลางวัน ระเบียงทางเดินเต็มไปด้วยร่างเล็กๆ ของเด็กนักเรียนที่จับกลุ่มคุยกันอยู่หน้าล็อกเกอร์ อากาศอบอ้าวด้วยไอแดดและกลิ่นฝนที่หลงเหลือมาจากช่วงเช้า พัดลมติดเพดานเก่าโบราณหมุนอย่างเชื่องช้าราวกับตุ๊กตาสังกะสีใกล้หมดลาน ไม่มีใครหวังให้มันผลิตลมมานานนับทศวรรษ ผมหอบแฟ้มเอกสารออกจากห้องสมุด เดินเหงื่อแตกลัดเลาะผ่านเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจมุ่งหน้าไปยังห้องพักครู ชายเนคไทพาดอยู่บนไหล่ขวา เสื้อแจ็กเก็ตพาดอยู่บนไหล่ซ้าย อากาศร้อนขนาดนี้จะให้ใส่สูทครบเครื่องยังไงไหว ผมไม่มีสอนในช่วงบ่าย ถึงกระนั้นก็ต้องตรวจการบ้านและเตรียมการสอนของวันถัดไป อาชีพครูไม่ได้ว่างงานอย่างที่ใครๆ คิดกันหรอกนะ ทั้งๆ ที่กะว่าจะเจียดเวลาช่วงพักกลางวันสักสิบนาทีไปถ่ายเอกสารหนังสืออ้างอิงที่ห้องสมุด กลับเสียเวลากว่าครึ่งชั่วโมงไปกับการตามหาหนังสือซึ่งอยู่ผิดที่ผิดทาง ป่านนี้แซนวิชที่ซื้อมาคงเย็นชืด

ผมพยายามเร่งฝีเท้า ทว่าชื่อของ นิโก้ หรือ นิโคลัส เด็กนักเรียนของห้องที่ผมเป็นครูประจำชั้นและเสียงของ ออสติน หัวโจกประจำห้องทำให้ผมต้องหยุดชะงัก ผมเห็นเด็กๆ ยืนอยู่บนขั้นพักบันได ออสตินและเพื่อนอีกสองคนล้อมนิโก้ไว้ นิโก้จะเดินหลบไปทางไหนก็ยื่นแขนกันไว้ไม่ให้หนี คนโดนล้อมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

"ออสติน"

เจ้าของชื่อหันมาเจอผม ตัวแสบทั้งสามคนไม่ได้ทำท่าสลดหรือเกรงกลัวแม้แต่น้อย กลับกัน นิโก้เสียอีกที่แสดงสีหน้าหวาดหวั่น

ผมรู้จากแม่ของนิโก้ว่าลูกชายเป็นเด็กที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมในกลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ เกิดจากการที่ร่างกายมีโครโมโซม x เพิ่มมาอีกหนึ่งตัว แทนที่จะมีโครโมโซมเพศ xy อย่างผู้ชายทั่วไปกลับมีโครโมโซม xxy ไคลน์เฟลเตอร์เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบได้ทั่วไป อยู่ที่ว่าจะแสดงอาการหรือไม่ ผู้ป่วยโครโมโซมผิดปกติบางรายที่ไม่แสดงอาการก็จะมีร่างกายเหมือนชายปกติ แม้เธอไม่บอก ผมก็เดาได้ไม่ยาก นิโก้มีร่างกายผอมกะหร่อง สูงชะลูด ไหล่บาง ผมแดง ใบหน้ากลมๆ ตกกระ มองเผินๆ เหมือนเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย นิโก้ค่อนข้างขี้อายและมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กอื่นๆ ร่างกายก็อ่อนแอ ผมไม่เคยเห็นนิโก้พูดคุยเล่นหัวกับใครเลย ผมปิดเรื่องความผิดปกติของนิโก้เป็นความลับ ในฐานะครูประจำชั้น ผมกังวลอยู่เหมือนกันว่าเด็กที่มีบุคลิกอย่างนิโก้อาจจะตกเป็นเป้ารังแก เขาอาจจะถูกเพื่อนร่วมห้องกลั่นแกล้งมาตลอด... ผมไม่รู้ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นกับตา ได้ยินกับหู

ออสติน เควิน และแอนดี้เป็นนักกีฬาของโรงเรียน ออสตินมีพรสวรรค์ แต่นิสัยไม่ค่อยดี จองหอง ดื้อรั้น ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง แม้แต่ผมซึ่งเป็นครูประจำชั้น ผมจึงได้แต่บอกออสตินว่าผมผิดหวังในตัวเขาเพียงไร ผิดหวังที่เขาคิดว่าการทำตัวเป็นนักเลงโตนั้นแลดูเท่ ผิดหวังที่เขาหาเรื่องเด็กที่ตัวเล็กกว่า ผิดหวังที่เขาหลงคิดว่าตัวเองดีเด่กว่าคนอื่นเสียเต็มประดา

"ผมทำอะไรผิด? ก็นิโก้เป็นเกย์จริงๆ นี่นา พูดความจริงก็ผิดด้วยเหรอ?" ออสตินพ่นลมออกจากจมูกก่อนจะเหลือบมองนิโก้ด้วยหางตา เควินผสมโรงกระซิบลอดไรฟัน "นิโก้เป็นพวกลักเพศ"

"นิโก้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียหน่อย จริงไหมนิโก้?" ผมถาม

นิโก้ยืนก้มหน้าตัวสั่นงันงก ไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ ไม่คิดจะโต้เถียงแม้แต่คำเดียว

"เห็นไหม? น่าขยะแขยงเป็นบ้า" แล้วนักเลงมัธยมทั้งสามก็ฮาครืน

ผมไม่รู้ว่านิโก้ไม่แย้งเพราะสิ่งที่ออสตินพูดเป็นความจริง หรือที่เด็กไม่เถียงเพราะกลัวจะเจ็บตัวเมื่อผมลับตา แต่ผมรู้ว่าผู้ป่วยไคลน์เฟลเตอร์ไม่จำเป็นต้องเป็นเกย์เสมอ รสนิยมทางเพศไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครโมโซม และรักร่วมเพศก็ไม่ใช่โรค มันไม่ใช่เนื้อร้ายที่สังคมต้องตัดทิ้งไป

ผมสอนออสตินและพรรคพวกว่าโฮโมเซ็กชวลไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ เขาไม่ควรพูดจาอย่างนั้นไม่ว่าจะกับใครก็ตาม

"ครูก็เป็นเกย์ล่ะสิท่า ปกป้องไอ้ตุ๊ดนี่อยู่ได้"

ผมหมั้นแล้ว กำลังจะแต่งงานในอีกสองเดือนข้างหน้า แหวนทองคำเกลี้ยงเกลาบนนิ้วนางซ้ายคือหลักฐาน ต่อให้ผมเป็นเกย์จริงๆ บอกใครก็คงไม่มีใครเชื่อ ผมไม่จำเป็นต้องพูดอะไรด้วยซ้ำ ทว่าผมกลับรีบปฏิเสธ

สันชาตญาณบอกให้ผมปฏิเสธ

"เหลวไหล พวกเธอก็รู้ว่าครูหมั้นแล้ว"

ออสตินหันหน้าไปมองเพื่อนร่วมแก๊งขอความเห็น สีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของเด็กหนุ่มนักกีฬาบ่งบอกว่าคำพูดของผมไม่มีน้ำหนัก คำพูดของผมเบาโหวงพอๆ กับแหวนหมั้นบนนิ้วนางซ้าย นิโก้จ้องผมตาไม่กะพริบ ผมเห็นภาพตัวเองและความกังขาสะท้อนอยู่ในกระจกตาสีฮาเซลของเขา แต่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าความกังขาในแววตาของนิโก้นั้นเป็นของเด็กเอง หรือเป็นภาพสะท้อนจากสีหน้าที่แท้จริงของผมกันแน่

ผมกอดอกหนีบแฟ้มเอกสารไว้ใต้วงแขน ก่อนจะเอ็ดออสตินเสียงเข้ม "ฟังนะออสติน ไม่มีใครเป็นเกย์ทั้งนั้น เลิกพูดเรื่องนี้แล้วกลับห้องเรียนได้แล้ว"

ไม่ทันขาดคำ กริ่งบอกเวลาเข้าเรียนก็แผดลั่นพร้อมๆ กับที่นิโก้ออกวิ่ง ออสตินและเพื่อนเผ่นตาม สามสหายตะโกนโหวกเหวกว่าอะไรสักอย่างที่ผมไม่ใส่ใจฟัง ความสนใจของผมจับอยู่ที่นิโก้ ผมมองตามแผ่นหลังผ่ายผอมไปจนลับตา

ไม่ใช่เพราะได้เวลาเข้าเรียน ไม่ใช่เพราะออสติน ผมสังหรณ์ใจว่าอะไรบางอย่างในน้ำเสียงของผมทำให้แกวิ่งหนีไป

อะไรบางอย่างที่ว่า คือคำตอบที่เทย์เลอร์ให้แก่ศาสตราจารย์ฟเลโทเมื่อห้าปีก่อน






'สามเหลี่ยมสีชมพูในวงกลมสีเขียว คือ สัญลักษณ์ของอคติที่ไม่มีวันหมดไปจากโลกนี้'

อณูแห่งความเกลียดชังในห้องเรียนเงียบงันไปชั่วขณะก่อนจะระเบิดหัวเราะดังกระหึ่มยิ่งกว่าเก่า ทุกคนมัวแต่ขบขันจนน้ำตาเล็ดจึงไม่มีใครสังเกตเห็นศาสตราจารย์ฟเลโทพึมพำทั้งรอยยิ้มอิดโรย

'อคติไม่มีวันหมดไปจากโลกนี้จริงๆ'




****************



นักศึกษาคว้ากระเป๋ากรูออกจากห้องเรียนทันทีที่หมดคาบ เว้นแต่เพียงเทย์เลอร์ผู้นั่งอยู่แถวหน้าสุด เขาพลิกตำราแล้วลุกไปหาศาสตราจารย์ฟเลโท เทย์เลอร์ไม่เคยถามหรือขอคำปรึกษาจากอาจารย์คนอื่นนอกจากฟเลโท อีกทั้งฟเลโทก็เอ็นดูเทย์เลอร์มากที่สุดในชั้น ลือกันว่าศาสตราจารย์และเทย์เลอร์มีความสัมพันธ์กันเกินกว่าอาจารย์และลูกศิษย์ บ้างก็ว่าพวกเขาใช้เวลาช่วงพักกลางวันร่วมกันในห้องทำงานของฟเลโท เทย์เลอร์ไปหาศาสตราจารย์บ่อยครั้ง หลายคนอ้างว่าเคยเห็นศาสตราจารย์ฟเลโทแตะเนื้อต้องตัวลูกศิษย์อย่างสนิทสนม

แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ทุกคนรุมรังเกียจเทย์เลอร์

เทย์เลอร์ไม่ใช่นามสกุล แต่เป็นชื่อ

เทย์เลอร์ แมคแองกัสโดดเด่นในหมู่นักศึกษาใหม่ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก หากไม่ได้ร่างสูงชะลูดกว่าหกฟุตสอง ไม่ว่าใครก็คงนึกว่าเขาเป็นเด็กผู้หญิง เทย์เลอร์มีผมสีดำหยักศกฟูฟ่องยาวเคลียไหล่ ใบหน้าเรียว ริมฝีปากอิ่ม คางป้าน นอกจากคางแล้วก็ไม่มีส่วนไหนในร่างกายของเขาที่เป็นเหลี่ยมคม ผิวขาวจัดไร้ไฝฝ้า มีเพียงรอยตกกระจางๆ บนจมูกและแก้ม ทำให้เขาดูเด็กและมีเสน่ห์มากกว่าจะถือว่าเป็นตำหนิ เขาเป็นคนสวย นี่ก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ทุกคนรุมรังเกียจเทย์เลอร์เช่นกัน แต่เป็นเหตุให้คนพยายามเข้าหา

โชคร้ายที่เทย์เลอร์แทบไม่เปิดปากพูดกับใครเลย นอกจากเวลาทำงานเป็นบรรณารักษ์ของห้องสมุดมหาวิทยาลัย ถึงกระนั้นก็พูดนับคำได้ หากมีคนเข้าไปพูดด้วย เทย์เลอร์มักจะทำเป็นไม่สนใจหรือเพียงแค่พยักหน้าพอเป็นพิธี เขาไม่สุงสิงกับใครนอกจากกุสตาฟ ฟเลโท อาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์

ผมไม่รู้ว่าใครเป็นต้นตอข่าวลือว่าเทย์เลอร์เป็นเกย์แถมยังมีความสัมพันธ์ทางเพศกับฟเลโท ผมไม่รู้ว่าข่าวลือนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะกว่าที่ผมจะรู้จักชื่อของเทย์เลอร์ ข่าวลือที่ว่าก็กระจายออกไป ปากต่อปาก เรื่องราวผิดเพี้ยนจนเทย์เลอร์แทบไม่เหลือความเป็นคน ผมไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเทย์เลอร์ แม้จะได้ยินเรื่องของเขาทุกวันในทุกแง่มุม ตัวจริงของเทย์เลอร์ยังคงเป็นปริศนาสำหรับผม เพราะผมแน่ใจว่าพวกที่ตีไข่ใส่สีเรื่องราวของเทย์เลอร์กันสนุกปากทุกวี่วันเองก็ไม่ได้รู้จักเขามากไปกว่าผมหรอก

เป็นแค่สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำแล้วยังมีหน้ามาหยิ่งจองหอง

ทุกคนเกลียดเขา เพราะคนรอบตัวเกลียดเขา

ทุกคนดูถูกดูแคลนเทย์เลอร์ ชี้ชวนกันดูยามเห็นเขาเดินอยู่ในมหาวิทยาลัยเพียงลำพังแล้วหัวเราะเยาะ เพราะมันเป็นแฟชั่น ใครๆ ก็ทำกัน

สังคมต้องการคนอย่างเทย์เลอร์ สังคมต้องการเหยื่อ ต้องการคนที่จะโดนรุมรังแก เพื่อให้คนอื่นๆ รอดพ้นจากการตกเป็นเป้านินทา

ข่าวลือไร้มูลและความเกลียดชังอันไร้สาเหตุแพร่กระจายออกไปจนกระทั่งทุกคนมีเหตุผลมากพอที่จะรังเกียจเทย์เลอร์โดยชอบธรรม

ผมไม่ได้เกลียดเทย์เลอร์ เราไม่เคยพูดคุยกัน แค่เรียนห้องเดียวกันในบางวิชาก็เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม...

ข่าวลือไร้มูลและความเกลียดชังอันไร้สาเหตุแพร่กระจายออกไปจนกระทั่งเทย์เลอร์มีเหตุผลมากพอที่จะคิดว่าผมเกลียดเขาโดยชอบธรรม






Bent

คำคุณศัพท์ 1. คดงอ 2. ทุจริต 3. ผิดปรกติ 4. ไม่ตรงตามมาตรฐาน

สแลง วิปริตทางเพศ เช่น รักร่วมเพศ






Bent คือละครเวที ประพันธ์โดยมาร์ติน เชอร์แมน เบนท์ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1997 นำแสดงโดยไคลฟ์ โอเวน

แม็กซ์ ชายหนุ่มจากตระกูลร่ำรวยถูกนาซีจับกุมพร้อมกับหนุ่มคนรัก รูดี้ พวกเขาถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันรวมกับพวกยิว แม็กซ์ปฏิเสธว่าเขาไม่รู้จักรูดี้และไม่ได้เป็นเกย์ เขายอมทำตามคำสั่งนาซี ทุบรูดี้แล้วปล่อยให้คนรักนอนจมกองเลือดเพื่อปกป้องตัวเอง เขาเลือกที่จะถูกคุมขังในฐานะยิว ปิดบังความจริงที่ว่าตนเป็นพวกรักร่วมเพศ หลังจากนั้น แม็กซ์ก็ได้พบกับฮอรสต์ ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบนักโทษปักเศษผ้าตราสามเหลี่ยมสีชมพู ฮอรสต์ถูกจับตัวมายังค่ายกักกันเพราะเขาออกมาร้องเรียนเรื่องสิทธิเสรีภาพของเกย์

ฮอรสต์ไม่ปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองเป็นและไม่คิดว่าการรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่น่าละอาย








ออสตินยังไม่ยอมรามือ

ขณะที่ผมก้มลงอธิบายความหมายของคำศัพท์ในหนังสือประวัติศาสตร์ให้แก่นิโก้ระหว่างที่ทุกคนในชั้นกำลังเขียนรายงาน ออสตินก็โพล่งขึ้นว่า ดูสิ ครูสเวนดูแลนิโก้เป็นพิเศษอีกแล้ว

นิโก้หน้าแดงไปถึงหู แกรีบก้มลงอ่านหนังสือ แล้วไม่สนใจผมอีกเลย

ผู้ป่วยในกลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์มีพัฒนาการช้า บางรายมีปัญหาด้านการจดจำคำศัพท์และมีสมาธิสั้น เด็กกลุ่มนี้ต้องการการเอาใจใส่เป็นพิเศษ พวกเขาขาดความมั่นใจ ขาดความกล้าแสดงออก ไม่กล้ายกมือถาม โชคดีที่นิโก้ไม่ได้แสดงอาการถึงขั้นปัญญาอ่อนหรือสมาธิสั้น ผลการเรียนของแกอาจจะด้อยกว่าเด็กหลายคนในชั้น แต่ก็ยังดีกว่าออสตินและพรรคพวกมากนัก

ถึงกระนั้น แม่ของนิโก้ก็ขอร้องให้อาจารย์ทุกคน -ย้ำว่าทุกคน- รวมทั้งผม ให้ดูแลลูกของเธออย่างดีที่สุด อาจารย์ใหญ่กำชับหนักหนาให้พวกเราคอยสังเกตและไถ่ถามนิโก้ให้แน่ใจว่าเขาเรียนตามเพื่อนๆ ทัน อาจารย์คนอื่นๆ อาจจะไม่ได้ดูแลนิโก้เป็นพิเศษ บางคนอาจจะลืมคำสั่งของอาจารย์ใหญ่ไปแล้วก็ได้ ส่วนตัวผมเอง ผมตั้งใจว่าจะเอาใจใส่นิโก้แค่พอประมาณ เพราะผมไม่อยากให้นิโก้และเพื่อนร่วมชั้นรู้สึกว่าเขาด้อยกว่าเด็กอื่นๆ

แต่ออสตินไม่เคยปล่อยให้ผมคลาดสายตา

ผมเดินอ้อมชั้นเรียนไปหาออสติน เพื่อตอบแทนที่เด็กนั่นยิ้มเยาะอย่างกวนประสาท ผมดูแลเขาเป็นพิเศษตลอดทั้งคาบด้วยการยืนมองเขาเขียนรายงาน (ผมรู้ดีว่าเวลามีครูมายืนจ้องเด็กจะเขียนอะไรไม่ออก) ผมไม่ได้รังแกเด็ก แค่เอาใจใส่ กว่าออสตินจะเขียนรายงานได้สามบรรทัดก็หมดคาบ ผมตวัดกระดาษรายงานของเด็กนั่นขึ้นจากโต๊ะก่อนจะบอกให้ทุกคนส่งรายงานไปรวมที่แถวหน้าสุด เควินและแอนดี้แสดงความกล้าหาญประท้วงแทนเพื่อนด้วยการเขียนคำว่า GAY ตัวโตๆ ลงในกระดาษรายงาน

หลังหมดคาบ ผมหอบข้าวของกลับไปยังห้องพักครู

ในห้องพักครูซึ่งขณะนั้นไม่มีใคร ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ กอดอก จ้องมองอักษรทั้งสามบนกระดาษทั้งสองแผ่นด้วยอารมณ์คุกรุ่น

อะไรคือปัญหา? ผ้าสีตุ่นๆ ที่เคยเป็นผ้าขาว หรือ ตัวอักษรสีแดงเลือดนกบนกระดาษสีขาว ผมโกรธที่นักเรียนไม่ให้ความเคารพหรือกลัวว่าเรื่องตลกนี่จะแพร่ไปทั่วโรงเรียนกันแน่ อะไรคือเชื้อเพลิงที่ทำให้หัวใจของผมเต้นรัว อะไรคือสิ่งที่ผมต้องหยุด อะไรคือสิ่งที่ผมต้องกำจัดทิ้งเป็นอย่างแรกเพื่อแก้ปัญหา

นิโก้

แวบหนึ่งที่ผมคิดจะตัดนิโก้ออกจากชีวิตเป็นอย่างแรก หากผมเลิกสนใจเด็กนั่น ออสตินคงไม่วุ่นวายกับผมอีก

ผมเกลียดตัวเองที่คิดแบบนั้นจนแทบจะไล่ตัวเองไปตาย

ผมตัดสินใจว่าจะไม่ทำลายรายงานทั้งสองฉบับ ผมจะเขียนคะแนน (แน่นอนว่า F) แล้วก็จะส่งคืนให้เด็กๆ ถ้วนหน้ากัน หากผมขยำรายงานสองฉบับทิ้งไป ออสติน เควินและแอนดี้จะรู้ว่าผมกลัว ผมไม่ได้กลัว ไม่มีอะไรต้องกลัว

ผมยัดรายงานที่ตรวจเสร็จแล้วใส่แฟ้ม จากนั้นก็ดึงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต โทรศัพท์ดังอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็ได้ยินเสียงใสตอบจากปลายสาย "ชอว์น?" คู่หมั้นของผม

"วันนี้ว่างไหม?"

"เป็นอะไรหรือเปล่า? เสียงฟังดูซึมๆ"

ผมบอกว่าคิดถึง ผมชวนเธอไปทานข้าว ที่ผ่านมาเราเอาแต่ยุ่งกับงานจนไม่ได้เจอกันเลย

ตลอดเวลาที่ผมคุยกับเธอจนกระทั่งวางสาย...

สมองของผมฉายภาพแม็กซ์กระหน่ำทุบรูดี้ด้วยกระบองของเกสตาโป






TBC...


****************
 
 
 
 
เรื่องนี้เขียนไว้ร่วมปีแล้วค่ะ ตอนนี้มีโอกาสลงให้อ่าน เลยลงรวดเดียวหมด
ไม่ยาวไม่สั้น เราจะไม่เขียนชักจูงอะไรนอกจาก อยากให้ได้อ่านกัน
 
 
อ่านต่อที่ >> verellie.blogspot.jp
 
 
 
ไม่ได้อัพบล็อกนานมาก งานยุ่งมากค่ะ สองเดือนที่ผ่านมากลับบ้านสี่ทุ่มห้าทุ่มทุกวัน
ทำงานจนกลายเป็นคนสมาธิสั้นไปเลยทีเดียว เพราะขาดการอ่านหนังสือ
ตอนนี้สำนึกได้ กลับมาค่อยๆ อ่านหนังสือทีละเล่มทีละเล่มอีกครั้ง
เดือนที่ผ่านมาอ่านไปสี่เล่มแล้ว ไว้จะทยอยรีวิวนะคะ มีเล่มดีๆ น่าเล่าสู่กันฟังอยู่เหมือนกัน
 
 
พอไม่อัพนานๆ รู้สึกเหมือนบล็อกตายไปแล้ว...ขอบคุณทุกคนที่ยังแวะมาเยี่ยมเยียนนะคะ
 
 

edit @ 6 May 2013 13:44:26 by persona non grata

Comment

Comment:

Tweet

หลังจากปลุกปล้ำประมาณครึ่งชั่วโมงกับการพยายามหาวิธีเมนท์ในบล็อกก็ขอโบกธงยอมแพ้ค่ะ เดี๋ยวจะไปพยายามใหม่TT TT
---------------------------------
อ่านจบแล้ว ตามอ่านจากในบล็อกเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสั้นค่ะ
อ่านในบล็อกแล้วเลื่อนมาเจอลิงค์ไปต่อค้างเลย กลัวว่าจะเป็นเรื่องยาวยังแต่งไม่จบก็เลยเลื่อนลงมาเห็นtalkก็เลยอ่าน พอถึง"ช่วงปีก่อนได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นที่ฆ่าตัวตาย" แล้วเครียดมาก กลัวมาก กลัวที่เทย์เลอร์จะฆ่าตัวตาย
เรื่องการแกล้งกันในโรงเรียนเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากค่ะ คืออึดอัดมาก ยิ่งมาเจอเหตุผลที่เทย์เลอร์โดนเกลียดแล้วมันจริง คนที่โดนแกล้งในโรงเรียนจะเป็นพอรู้ตัวอีกทีก็เลยโดนแกล้ง ไม่รู้ว่าโดนแกล้งเพราะอะไร แล้วคนรอบข้างทั้งที่ไม่เคยรู้จักไม่เคยคุยด้วยก็จะแกล้ง คนที่ไม่เห็นด้วยก็มีแต่ก็เลือกที่จะทำเป็นไม่เห็น ไม่ช่วย
เราก็เป็นคนที่ไม่ช่วยค่ะเหมือนกับตัวเอกเรากลัวว่าจะต้องไปแทนที่เค้า เพราะการแกล้งมันไม่มีเหตุผลจริงๆเลย
แอบตกใจตอนที่ตัวเอกไปทักเทย์เลอร์ในแชท ความหลอกลวงไม่เคยได้รับผลดี
ชอบที่มีการเอาประวัติศาสตร์ งานประพันธ์และหลายอย่างมาอิง ทำให้เรารู้สึกบรรยากาศของเรื่องมันหนักเป็นสีเทาดำแน่นออกน้ำเงินแทรก ชอบตอนที่ตัวเอกเรื่องชื่อแม็กซ์เป็นชื่อปลอม บ่งบอกถึงความคิดและความรู้สึกของตัวเอกมาก ที่จริงก็บอกตั้งแต่วรรคแรกแล้ว ตอนที่เริ่มต้นด้วยเครื่องหมายสามเหลี่ยมสีชมพู
แอบลุ้นตอนตัวเอกสมัครเหมือนกันว่าถ้าเทย์เลอร์มันกะตามรอยแม็กซ์ตามพิกัดจริงๆแล้วมาเจอเจ้าตัวจะทำยังไง
บางทีเห็นความคิดของตอนตัวเอกเป็นวัยรุ่นแล้วก็รู้สึกเอ็นดู ดูเป็นความคิดใสๆดี(แต่ก็เป็นไปตามจริงของสังคมนะ แห้วไป... แต่อยากกระทืบจริงจังตอนนายขอดูของเทย์ ฮว้ากกก)
ตอนอ่านที่พอลล่าเจอช็อกมากเหมือนกับแสงสว่างของชีวิตเทย์เลอร์จะหายไป กลัวเทย์เลอร์จะฆ่าตัวตาย ยิ่งตัวเอกไม่ตอบยิ่งเครียด
สุดท้ายพอตอนตัวเอกจะไปสารภาพความจริง ในใจกรี๊ดลั่นเลย อย่าบอกๆๆ อย่าบอกนะ ให้แม็กซ์เป็นความทรงจำที่ดีเถอะ คือเป็นเราหรือเป็นใครร้อยทั้งร้อยไม่มีใครคิดว่าเฮียทำโดยไม่คิดอะไรหรอก แกล้งชัวร์ๆ กลัวจิตใจเทย์เลอร์แตกจริงๆ(ตอนที่ได้รู้ว่าเพื่อนเพียงคนเดียว คนที่ระบายเรื่องต่างๆให้กลายเป็นหนึ่งในคนที่แกล้งตัวเอง)
พอมาเจอข่าวลือว่าย้ายไปอยู่กับอาจารย์ก็โล่งใจหวังว่าเขาจะมีความสุข มากขึ้นสักนิดหน่อยก็ยังดี
แอบอึ้งตอนที่รู้ว่าเทย์เลอร์เป็นไคลน์เฟลเตอร์ด้วย ไม่คิดว่าจะใช้โรคนี้กับทั้งสองยุค
อนึ่งชอบการดำเนินเรื่องที่สลับฉากไปมาระหว่างสองยุค ตอนอ่านรู้สึกเหมือนอาจารย์จะไปยืนแทนที่อาจารย์ในอดีต แต่ว่าเรื่องราวก็ยังเป็นเหมือนเดิม มีคนแกล้งมีคนถูกแกล้ง
ที่จริงตอนอ่านเรื่องปัจจุบันนึกว่าในอดีตเทย์เลอร์จบเลวร้าย(ฆ่าตัวตาย) จนทำให้เป็นบาดแผลของตัวเอกและเขาคิดจะแก้ตัวคราวนี้ซะอีก
คาร์เรกเตอร์ของตัวเอกเป็นคาร์เรกเตอร์ที่เหมือนแทนตัวคนอ่าน อยากช่วยเหลือแต่ไม่กล้ากลัวที่จะโดนเหมารวมไปด้วย เพราะการแกล้งกันแบนกันมันมีตลอดทุกที่ทุกอายุจริงๆ แต่อึ้งมาก ตอนที่ตัวเอกในปัจจุบันเลือกที่จะสู้ สู้กับสังคม สู้กับตัวเอง และแสดงความคิดของตนออกมา
บรรยายไม่หมดอ่ะ รู้สึกเรื่องนี้จะมีเรื่องให้พูดถึงทุกย่อหน้าเลยorz
ปล.ท่านบรยายหน้าตาตัวละครได้น่าหลงมาก

#3 By Rawiya on 2014-05-03 22:37

เจอโดยบังเอิญ
อ่านจบแล้วรู้สึกประทับใจ ..
ชอบค่ะ รู้สึกว่ามันโหดร้ายเหลือเกิน..
เกลียดเพราะว่าคนอื่นเกลียด .. อืม ..

#2 By YULATY on 2013-05-07 02:13

เอาล่ะ เค้าจะเมนต์

ประการแรกคือ ชอบคนเป็นครูอย่างที่ได้อ่านมา
ชอบการตั้งคำถาม ชอบหลักสูตรที่ได้เรียนหลายๆ อย่าง
ประทั่งความโหดร้ายของปวศ.
อย่างที่เราไม่ค่อยได้เจอในปวศ.สวยงามพร้อมสมบูรณ์
อิจฉาจากใจ

ได้ความรู้ ที่ละเอียดกว่าที่เรียนเรื่องความผิดปกติของโครโมโซม
ชอบที่ว่า โครโมโซมท้ายสุดก็ไม่ได้กำหนดอะไร
เราว่าเขาเลือกเองที่จะรักและตามอีกฝ่ายไป

ที่เราสนใจมาก อย่างที่บอก
เราสนใจตัวออสติน สนใจครอบครัวเขา
ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ไม่ใช่ในยุคที่ฮาร์วีย์ มิลค์เกิดและตาย
เด็กคนนี้จะโตไปอย่างไรกับกระแสที่เปลี่ยนแปลง
เป็นมุมมองที่น่าคิดนะ
เมื่อบางอย่างที่เคยเมนสตรีม กลับกลายเป็นกลุ่มเล็ก
เป็นการเปลี่ยนแปลงของโลก
ที่ท้ายสุดก็หยุดแค่ ยังแบ่งแยกกันอยู่ดี
ไม่ว่าฝ่ายไหนมามากกว่าน้อยกว่า
ถ้าไม่มีเส้นแบ่งอะไรเลย คงดี

//ตาแป๋วรอออสติน

#1 By เมพหมี shakri on 2013-05-06 15:17