People Who Eat Darkness
 
by Richard Lloyd Parry
 
"The True Story of a Young Woman
Who Vanished from the Streets of Tokyo
--and the Evil That Swallowed  Her Up"
 
 
 
 เมื่อสัปดาห์ก่อนซื้ออีบุ๊คเล่มนี้มาอ่านค่ะ True Crime อีกแล้ว (แม้อ่านแล้วจะหดหู่แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความมาโซ ดิฉันก็อ่าน T v T 9! ) คราวนี้เป็นคดีฆาตกรรมที่เกิดในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สถานที่ใกล้ตัวเลยทีเดียว และเรื่องก็เกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่ผ่านมานี้เอง
 
 
 
**********
 
 
I. Finally she knew, that "Tokyo is not a dreamland."
 
 
วันหนึ่งในปี 2000 ลูซี่ แบล็กแมน อดีตแอร์โฮสเตรสชาวอังกฤษและเพื่อนสนิทของเธอ หลุยส์ ก้าวลงจากเครื่องบินที่สถานีนาริตะ ทันทีที่ลูซี่ก้าวลงสู่ผืนดินโตเกียว เธอรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง ความน่าตื่นเต้น และความน่าพิศวงของญี่ปุ่น ลูซี่เขียนลงไดอารี่ของเธอว่า ในความรู้สึกนี้ไม่เคยจางหายไป เมื่อใดก็ตามที่เธอตื่นขึ้นมาและพบว่าอยู่ในกรุงโตเกียว เธอจะรู้สึกถึงความแตกต่างและรู้ว่ามีสิ่งที่น่าตื่นเต้นรอเธออยู่ เมื่อออกจากสนามบิน สองสาวก็ต่อรถไปยังบ้านพักนักท่องเที่ยวต่างชาติราคาถูกที่ชื่อว่า Sasaki House
 
ทั้งสองคนเดินทางมาญี่ปุ่นด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว แต่พวกเธอไม่ได้มาเพื่อท่องเที่ยว "หนี้สิน" เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้ลูซี่เดินทางมายังกรุงโตเกียวตามคำแนะนำของเพื่อนรุ่นพี่ที่รู้จักกับหลุยส์ พวกเธอตั้งใจจะมาหางานทำที่นี "อย่างผิดกฎหมาย" และงานนั้นก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก โฮสเตรส หรือ สาวนั่งดริงค์ตามบาร์ เพราะนอกจากนั้นแล้วคงไม่มีบริษัทหรือองค์กรไหนรับคนต่างชาติที่ไม่มีวีซ่าเข้าทำงาน พวกเธอรู้ว่าทำผิดกฎหมาย แต่ก็ยินดีที่จะทำ
 
ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความโลดโผนตามประสาวัยรุ่น และความเชื่อแบบผิดๆ ที่คิดว่าโตเกียวเป็นบ่อเงินบ่อทองและญี่ปุ่นเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย ปลอดอาชญากรรม ลูซี่ไม่ฟังคำคัดค้านของเจน แบล็กแมน ผู้เป็นแม่ เมื่อทิม แบล็กแมน พ่อที่หย่าขาดกับเจนไปแต่งงานใหม่ ไม่ยอมให้เงินลูซี่ไปชำระหนี้ ลูซี่และหลุยส์ก็ตัดสินใจเดินทางมายังกรุงโตเกียว
 
ทั้งสองได้งานที่บาร์เหล้าแห่งหนึ่งในย่านรปปงหงิ บาร์ คาซาบลังก้า เป็นโฮสเตรสบาร์ที่โฮสเตรสทั้งหมดเป็นหญิงต่างชาติ ลูกค้าคือชายชาวญี่ปุ่นที่อยากพูดภาษาอังกฤษกับหญิงต่างชาติ ลูซี่บอกครอบครัวของเธอว่างานที่ทำไม่อันตราย แค่รินเหล้า คุยกับผู้ชาย ไม่ได้ขายบริการ ทว่า งานที่ทำง่ายๆ ได้เงินดี และปลอดภัยนั้นไม่มีอยู่จริง ไม่นาน ลูซี่ก็ต้องเผชิญกับความเครียดที่ต้องคอยดึงตัวลูกค้าประจำให้กลับมาใช้บริการ หากไม่มีลูกค้าประจำหรือพาแขกมาที่ร้านไม่ได้ โฮสเตรสก็จะถูกไล่ออก ลูซี่ที่ไม่มั่นใจในตัวเองคอยแต่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับหลุยส์ที่สะสวยกว่า เป็นโฮสเตรสที่เก่งกว่า ลูซี่บรรยายความน้อยเนื้อต่ำใจลงในสมุดบันทึกครั้งแล้วครั้งเล่า
 
 
 
**********
 
 
II. Unashamed
 
 
ด้วยนิสัยการใช้เงินของลูซี่ ไม่มีทางใดเลยที่เธอจะเก็บออมได้ในกรุงโตเกียวซึ่งค่าครองชีพแพงหูฉี่ แทนที่จะได้เก็บเงินไปใช้หนี้ หนี้สินของลูซี่ยิ่งเพิ่มพูน พอกพูน เป็นเหตุให้เธอต้องดิ้นรน พยายามติดต่อลูกค้า ขอร้องให้พวกเขามาที่ร้านบ่อยขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอได้พบลูกค้าในอุดมคติ เศรษฐีหนุ่มวัยกลางคนแสดงความสนใจในตัวลูซี่ เขาชวนเธอออกไปทานอาหาร และสัญญาว่าจะซื้อโทรศัพท์มือถือให้ ลูซี่ตกลง
 
เช้าวันเสาร์ ลูซี่ออกไปทานอาหารกับลูกค้า เธอสัญญาว่าจะกลับมาพบกับหลุยส์ตอนเย็น ทว่า หลังจากที่ลูซี่ไปพบกับชายคนนั้น ยอมก้าวขึ้นรถของเขาอย่างง่ายดาย ก่อนจะถูกพาตัวไปยังรีสอร์ทริมทะเล ก็ไม่มีใครได้พบเธออีก
 
หลุยส์กังวลใจมากที่ลูซี่หายตัวไปเฉยๆ แต่ด้วยความที่เธอเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย หลุยส์จึงไม่กล้าไปแจ้งตำรวจ เธอตามหาเพื่อนตามบาร์ที่ลูซี่ชอบไป แต่ก็ไม่พบ ในที่สุดหลุยส์ก็ยอมไปแจ้งตำรวจแต่ปิดบังเรื่องที่หลุยส์และลูซี่ทำงานอย่างผิดกฏหมาย ถึงกระนั้นตำรวจก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก
 
ไม่นานหลังจากที่ลูซี่หายสาบสูญไป หลุยส์ก็ได้รับโทรศัพท์จากชายปริศนาชื่อ อากิระ ทาคาหงิ ชายผู้นั้นบอกเธอว่า ลูซี่ไม่อยากให้ใครรบกวน ลูซี่สมัครใจเข้าร่วมลัทธิของเขาแล้ว ลัทธิของเขาอยู่ในจิบะ เธอจะเริ่มชีวิตใหม่ ไม่กลับไปอีกแล้ว จะไม่มีใครได้พบกับลูซี่อีกแล้ว
 
ในที่่สุด เรื่องราวของลูซี่ก็ปรากฎเป็นหัวข้อข่าว โปสเตอร์ประกาศตามหาคนหายถูกนำไปปิดประกาศตามที่ต่างๆ ทุกคนเชื่อต่างกันไปว่า ไม่ลูซี่ถูกลัทธิพิศดารลักพาตัวไป ก็คงถูกยากูซ่า (มาเฟียญี่ปุ่น) จับตัวไปขาย แต่ก็ทำได้แค่คาดเดา ไม่มีใครรู้ว่าลูซี่ไปไหน กับใคร อากิระ ทาคาหงิไม่ใช่ชื่อที่หาได้ยากในญี่ปุ่น ตำรวจปฏิเสธที่จะตามตัวทุกคนที่ชื่ออากิระ ทาคาหงิมาสอบสวน เพราะไม่อยากรบกวนคนที่ไม่เกี่ยวข้อง แถมลัทธิในจิบะก็มีมากมายนับไม่ถ้วน
 
ตำรวจไม่กระตือรือร้นที่จะให้ความช่วยเหลือ ยิ่งทราบว่าลูซี่มาทำงานเป็น "โฮสเตรส" อย่างผิดกฎหมาย แถมยังออกไปกับ "ลูกค้า" ด้วยแล้ว พวกเขาเชื่อว่าเธอขายบริการ เป็นพวกติดยา และลูซี่หาเรื่องใส่ตัว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หญิงสาวต่างชาติจะหายตัวไปจากรปปงหงิ พวกเธออาจจะไปนอนพี้ยาอยู่ที่ไหนสักแห่ง
 
จนกระทั่งวันที่พวกเขาพบลูซี่อีกครั้ง.... ใครเล่าจะคิดว่าชะตากรรมของโฮสเตรสที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจะพลิกโฉมหน้าประเทศญี่ปุ่นทึ่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลกให้กลายเป็นเมืองที่น่าสยดสยอง เป็นนรกที่พลุกพล่าน แต่โดดเดี่ยวมืดมิด ได้ในชั่วพริบตา
 
 
 
 
**********
 
 
III. When the Protectors Don't Protect
 
 
การหายตัวไปของลูซี่นำไปสู่การควบคุมตัวอาชญากรต่อเนื่องที่มอมยาหญิงต่างชาติแล้วข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนร้ายรายนี้ลงมือ และไม่ใช่ครั้งแรกที่เหยื่อแจ้งความกับตำรวจ แต่ตำรวจไม่เคยให้ความสนใจ เพิกเฉยเพราะเห็นว่าเหยื่อเป็นคนต่างชาติแถมยังเป็น "ผู้หญิงค้าบริการ" จึงปล่อยให้คนร้ายหลอกผู้หญิงไปสนองตัณหาซ้ำแล้วซ้ำอีก
 
ทิม แบล็กแมน พ่อของลูซี่เดินทางมาญี่ปุ่น เขากดดันให้ตำรวจสืบสวนและตามหาลูซี่ ตำรวจไม่ให้ความร่วมมือเช่นเคย หากในปีนั้นไม่มีประชุมนานาชาติที่ญี่ปุ่นและนายกรัฐมนตรี โทนี่ แบลร์ ไม่ได้อยู่ในญี่ปุ่น ทิมคงไม่สามารถบังคับให้ตำรวจญี่ปุ่นทำหน้าที่ของพวกเขาได้ สารขอความช่วยเหลือจากทิมถูกส่งไปยัง โทนี่ แบลร์ โทนี่ แบลร์บอกต่อไปยังนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ถึงกระนั้น การทำงานของตำรวจก็ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า จนทิมต้องออกตามหาลูกสาวด้วยตัวเอง เขาพึ่งพาอำนาจสื่อ และอาศัยความช่วยเหลือของผู้คนในรปปงหงิตามหาลูซี่
 
ทว่า ไม่นาน หมอกม่านของความสงสัยก็ก่อตัวหนา ความแคลงใจของอาสาสมัครในทีมตามหาลูซี่พุ่งเป้าไปยังทิม แบล็กแมน ทิมตั้งใจจะตามหาลูกสาวในฐานะพ่อหรือเขากำลังสนุกสนานกับการเล่นละครออกสื่อกันแน่ เขาให้สัมภาษณ์ออกรายการเพื่ออ้อนวอนคนร้ายให้คืนตัวลูซี่หรือสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองกันแน่ ทิมเปิดกองทุนรับบริจาคเพื่อเอาเงินไปค้นหาลูกสาวที่หายสาบสูญ หรือเพียงแค่อาศัยความช่วยเหลือของทุกๆ ฝ่ายหาความสุขอยู่ในกรุงโตเกียว เที่ยวบาร์เหล่โฮสเตรส เขาทรยศความเห็นใจและความหวังดีของทุกคนเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าใช่หรือไม่
 
ทิม แบล็กแมนผู้ที่สาปแช่งฆาตกรและรับเงินจากฆาตกรในเวลาเดียวกัน เป็นพ่อที่ดีของลูก "หรือ" เป็นผู้ชายเจ้าเล่ห์ตีสองหน้าที่ เจน แบล็กแมน อดีตภรรยาคอยด่าทอ แช่งชักหักกระดูกด้วยความเกลียด เกลียดจนเข้ากระดูกดำ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
 
 
**********
 
 
 
IV. Darkness Beneath the Calm Water
 
 
นอกจากหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เพียงแต่เล่าเรื่องราวของคดีฆาตกรรม แต่ยังให้ความรู้หลายๆ ด้านเกี่ยวกับญี่ปุ่น (ในด้านที่ไม่จรรโลงใจนัก) เช่นเรื่องราวของ มิสึ โชไบ (water trade) หรือธุรกิจงานบริการสถานเริงรมย์ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะบาร์สาวต่างชาติในย่านรปปงหงิ สายตาของคนญี่ปุ่นเมื่อมองผู้หญิงต่างชาติ นอกจากนั้นยังมีประเด็นเกี่ยวกับชะตากรรมของคนเกาหลีในประเทศญี่ปุ่น การโดนเหยียดและริดลอนสิทธิ์ที่พึงได้พึงมี ประวัติศาสตร์ที่น่าขมขื่นระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลี ความเกลียดชังที่ก่อตัวมายาวนาน และจะไม่มีวันจางหายไปจากสังคมของทั้งสองเชื้อชาติ ทุกวันนี้ก็ยังมีการเดินขบวนขับไล่และการปราศรัยต่อต้านคนเกาหลีในญี่ปุ่นให้เห็นอยู่เนืองๆ ตามใจกลางเมือง (เคยเห็นเองกับตาหลายครั้ง ครั้งหนึ่งที่ทาจิกาวะ)
 
เราจะได้อ่านเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจและสถาบันตุลาการของญี่ปุ่นอย่างละเอียด หนังสือจะเล่าถึงขั้นตอนการทำงานของตำรวจญี่ปุ่นที่แตกต่างจากผู้รักษากฎหมายในอเมริกาและยุโรป ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีจำนวนอาชญากรรมน้อย แต่ถ้าถามว่าเพราะอะไรถึงมีอาชญากรรมน้อยคงจะตอบได้ยาก จากที่เคยคิดว่าเพราะกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ กฎหมายของญี่ปุ่นบางครั้งก็เบาโหวงจนไม่น่าเชื่อ เพราะตำรวจเก่งหรือ? เพราะคนญี่ปุ่นเคารพกฎหมายหรือมีจิตใจสูงส่งกว่าชนชาติอื่นๆ งั้นหรือ? หรือเพราะเหยื่อน้อยคนนักจะกล้าแจ้งตำรวจ หรือเพราะแจ้งตำรวจแล้วแต่ตำรวจไม่ได้จับกุมเพราะกลัวว่าจะจับผิดคน ไม่ก็กลัวหน้าแตกหากหลักฐานไม่เพียงพอ หรือเพราะค่านิยมในการจ่ายเงินเพื่อทดแทนความสูญเสีย เงิน สามารถซื้อได้แม้กระทั่งการลดหย่อนผ่อนโทษ เพราะอะไรกันแน่จำนวนอาชญากรรมในญี่ปุ่นถึงต่ำกว่าประเทศอื่นๆ
 
หากตามอ่านข่าวของญี่ปุ่นทุกวัน จะพบว่ามีคดียิบย่อยอยู่เรื่อยๆ เช่นคดีครูแอบติดกล้องในห้องน้ำเด็กเรียนหญิง ชายชราที่หายตัวไปกว่าสิบเอ็ดปีถูกพบเป็นมัมมี่ในตู้เก็บของของร้านอาหาร ข่าวการลักขโมยของจากร้านค้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี ร้านค้าในเมืองทาคาซากิ จังหวัดกุมมะพยายามหาทางป้องกันหัวขโมยโดยการนำรูปคนร้ายมาแปะไว้หน้าร้าน แต่พวกเขาถูกตำรวจสั่งให้เอาออกเพราะการแปะรูปเป็นการลิดรอนสิทธิส่วนบุคคล ใครเล่าจะเชื่อว่าเรื่องที่ตำรวจปกป้อง "สิทธิส่วนบุคคลของอาชญากร" เป็นเรื่องจริง* หากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จะได้รู้ว่าญี่ปุ่นมีกระบวณการยุติธรรมที่พิลึกพิลั่นที่สุดในโลก
 
อีกสิ่งหนึ่งที่ปรากฎบนหน้าหนังสือ คือการเหยียดเชื้อชาติของคนญี่ปุ่น มีคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าชนชาติของตนดีเลิศกว่าชนชาติอื่น คนชาติอื่นๆ ล้วนด้อยกว่า หากคนต่างชาติคนใดทำตัวผิดแผกไปจากคนญี่ปุ่น หรือทำตัวไม่ตรงกับความคาดหวัง คนต่างชาตินั้นจัดว่าไม่มีความศิวิไลซ์ ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ใดควรไม่ควร "เพราะเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น"
 
โจจิ โอบาระ อาชญากรโรคจิตมอมยาผู้หญิงในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่คนเชื้อชาติญี่ปุ่น แต่เป็นคนเกาหลีที่เกิดและเติบโตบนผืนแผ่นดินญี่ปุ่น (ในหนังสือเรียกว่า Zainichi) ถึงกระนั้นเขาก็ถูกจัดว่าเป็นคนต่างชาติ เป็นคนเกาหลี ข่าวคดีอันโหดเหี้ยมวิปริตบนหน้าหนังสือพิมพ์หรือรายการโทรทัศน์ตามมาด้วยคำวิจารณ์ในอินเทอร์เน็ต เชื้อชาติของเขาถูกเอ่ยถึงครั้งแล้วครั้งเล่า บ้างก็มีคอมเม้นต์รุนแรงว่า "韓国人は全員死ね" (คนเกาหลีน่ะไปตายซะให้หมดๆ ) ราวกับว่า จิตใจที่พิกลพิการของโอบาระเป็นผลอันหลอมรวมมาจากเลือดเนื้อในตัวเขา ไม่ใช่ผลิตผลของสภาพแวดล้อม ความกดดัน และความแปลกแยกที่โอบาระประสบตลอดเวลาที่เขาเติบโตอยู่บนเกาะญี่ปุ่น
 
แม้ว่าจะมีคนดีๆ อยู่มาก แม้ญี่ปุ่นจะปลอดภัยกว่าหลายๆ ประเทศในโลก แม้ว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเคารพกฎระเบียบ สุภาพ และซื่อสัตย์ การคิดว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยคือ "ความประมาท" และความประมาทก็อาจจะพาไปสู่ความตาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกก็ไม่ควรคิดเข้าข้างตัวเองว่าปลอดภัย และ "อย่าแม้แต่จะคิด" ที่จะนำตัวเองไปอยู่ที่สถานการณ์ที่เสี่ยงอันตรายแบบลูซี่ แบล็กแมน
 
 
**********
 
 
V. My "Luck" in Tokyo
 
อ่านหนังสือเรื่องที่จบไปเล่นเอาหดหู่ไปพักหนึ่ง ตอนอ่านนี่แทบจะประสาทหลอน มองคนบนรถไฟกี่คนก็แลดูโรคจิตไปหมด เราอาศัยอยู่ในกรุงโตเกียว ถามว่าเคยเจอเหตุการณ์ร้ายๆ ไหม ก็เคยเจอคนเมาโวยวายนิดหน่อย คนโต้เถียงกันบนรถไฟ แค่นี้ คนดีๆ ก็มีเยอะ คนพิลึกๆ ก็เยอะค่ะ ประเทศนี้ ใครบอกว่าคนญี่ปุ่นจิตใจดี สุภาพอ่อนโยน เชื่อได้ แต่อย่าเชื่อว่าเป็นทุกคน ป้าข้างบ้านที่ตอนนี้ย้ายออกไปแล้วนี่สุดยอดของความฮิสทีเรีย กลางค่ำกลางคืนปิดตู้ปึงปังโครมคราม ใครบอกว่าคนญี่ปุ่นเป็นระเบียบ ที่ทิ้งขยะแถวบ้านเรานี่ดูไม่จืดก็ออกบ่อย ทิ้งขยะไม่ตรงวัน ไม่ตรงเวลาก็มี เด็กวัยรุ่นชอบทำอะไรไม่ดูกฎระเบียบก็มี ทุกๆ ที่ในโลกมีทั้งขาว เทา ดำ มีทั้งคนดีและคนโหลยโท่ยค่ะ ในประเทศที่คนส่วนใหญ่ไม่โหลยโท่ย การที่ได้เจอคนโหลยโท่ยอาจจะเป็นโชคแบบหนึ่ง ที่ทำให้เราได้เห็นทั้งด้านดีและด้านแย่ของสถานที่ที่เราอาศัยอยู่
 
แม้ตัวเองจะดวงดีไม่เคยเจอเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ได้เจอแต่คนดีๆ (และคุณลุงน่ารัก) แต่คุยกับเพื่อนๆ หรือพี่สาวที่บริษัทก็มีเรื่องชวนขนหัวลุกให้ได้ยินมาบ้าง โดยเฉพาะพี่สาวฝ่ายขาย โดนเหยียดเพศโดนลูกค้าโลมเลียพูดจาไม่ดีใส่ก็มี
 
ต่อให้ใครบอกว่าญี่ปุ่นปลอดภัย ไม่ต้องกลัว แต่ถ้าต้องกลับบ้านดึกๆ เราก็กลัวเหมือนกัน เวลาเลือกเช่าห้องก็เช่าใกล้ๆ สถานี อยู่ในที่ชุมชน มีคอนวิเนียนสโตร์เปิดดึกๆ มีคนพลุกพล่าน ล็อกประตูปิดหน้าต่างให้เรียบร้อยทุกครั้ง ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่ควรประมาท ฝันได้ เชื่อได้ แต่ไม่ควรประมาทเลินเล่อ ไม่ควรเอาตัวเองไปเกลือกกลั้วกับสิ่งที่ไม่ดี และต้องคอยระวังรักษาตัวเองค่ะ
 

วันนี้เขียนยาวมาก ขอบคุณที่ดั้นด้นเข้ามาอ่านนะคะ T v T
ช่วงนี้ยิ่งเข้าเอ็กทีนลำบากๆ อยู่เนอะ
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ประสบการณ์ทีดีจิงๆคะขอบคุณค่ะ
บาคาร่า
บาคาร่าออนไลน์

#11 By pimmy (180.183.67.29|180.183.67.29) on 2015-05-23 01:19

@19rocks ถ้าเอาตามหนังสือเล่มนี้ เค้าสรุปว่า ที่ญี่ปุ่นมีอาชญากรรมน้อยเพราะคนญี่ปุ่นเป็นคนมีระเบียบค่ะ ไม่ใช่ตำรวจญี่ปุ่นเก่ง
ส่วนผลของคดีนี้ อยากให้ลองอ่านดู แล้วจะอึ่งมาก ถ้าเป็นที่อเมริกาคงไม่จบแบบนี้...

#10 By persona non grata on 2013-07-20 07:47

เข้าเอกซ์ทีนมาเพื่ออัพเดทว่าคุณเพอร์อ่านอะไรใหม่ๆ
แต่พวก True Crime นี่ไม่ค่อยได้อ่านตามเลยค่ะ เพราะเรื่องจริงชอบโหดร้ายกว่านิยายเสมอ อ่านแล้วจะร้องไห้
เราเคยอ่านบทความเกี่ยวกับมิทสึโชไบตอนที่สนใจเรื่องโฮสต์
วงการนั้น(ธุรกิจกลางคืน) มันแหวะจริงๆ อ่ะค่ะ ไม่ได้เชิงน่าดูถูกแต่สกปรกดำมืดเหนือจินตนาการ อย่างกับที่ซึ่งรวมเอาคนที่สิ้นหวังแล้วไว้ด้วยกัน แต่ฉากหน้าบางทีก็ดูสนุกสนานดี
ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงคงจะดีกว่า
สนใจเรื่องกฏหมายญี่ปุ่นที่คุณเพอร์ยกมาค่ะ ในเล่มมีข้อสรุปของกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มั้ยคะ มันเบายังไง เค้าได้สรุปรึเปล่าว่าอาชญากรรมน้อยเพราะอะไรน่ะค่ะ

#9 By Aijou~ on 2013-07-18 10:55

เป็นคนนิยมชมชอบญี่ปุ่นมาก มาเจอนี่อึ้งเลย
สรุปไม่ว่าประเทศไหนๆมีขาวก็มีดำทั้งนั้น

#8 By roku-san on 2013-07-02 13:57

รีวิวตื่นเต้นและรุ้สึกตามเลยค่ะ
อ่านแค่รีวิวก็กลัวๆแล้ว
รีวิวเก่งสุดยอดเลยค่ะ^^
Hot! Hot! Hot! Hot!

#7 By มะมน มะม่วง on 2013-06-28 19:01

รีวิวได้ดีมาก ๆ ครับ
ขอบคุณที่เขียนให้อ่าน
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#6 By aaax on 2013-06-24 11:32

เรียกว่าวัฒนธรรมกลายเป็นดาบสองคมด้วยละมั้ง เรื่องสิทธิส่วนบุคคลกับความเกรงใจน่ะนะ
ที่ไปเที่ยวมา มีช่วงที่เราตัดขาดทุกอย่างติดต่อใครไม่ได้ตอนแยกกะกลุ่มก็ได้เห็นทั้งคนญี่ปุ่นที่ไม่อยากยุ่งกะเรา(อาจจะโดนมมองว่าเป็นเกาหลี?) และคนญี่ปุ่นที่ตั้งใจช่วยเหมือนกัน
ไม่ว่าจะที่ไหนปลอดภัยไว้ก่อนจริงๆ ตัวเองระวังตัวดีแล้ว

#5 By W★G on 2013-06-23 11:21

น่ากลัวมากค่ะ กลัวตรงที่ทั้งๆที่เป็นประเทศที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่กระบวนการกลับพิลึก แถมเหยียดคนที่ไม่ใช่คนประเทศตัวเองจนน่ากลัวด้วย
ยิ่งเห็นคนที่เป็นฆาตกรยิ่งนึกถึงนิยายที่เคยอ่าน เรื่องที่เป็นเด็กลูกครึ่งญี่ปุ่นกับเกาหลี แต่กลับโดนเหยียดเสียจนราวกับไม่ใช่คน อา ค่านิยมของมนุษย์นี่เปลี่ยนยากจริงๆ .__.)

#4 By cocoetoile on 2013-06-23 11:06

เรื่องนี้แคนเคยดูในทีวีด้วยแหละ แต่จำดีเทลไม่ได้มาก อาจจะเพราะเป็นสื่อต่างประเทศทำข่าว สัมภาษฝ่ายพ่อเลยไม่ได้เห็นอีกแง่ของเค้า จะเห็นแค่ตอนที่เค้าบอกว่าบินมาเพื่อยืนแจกใบปลิวตามหาลูกสาวทุกวันที่โตเกียว ; w ; <3

#3 By kk on 2013-06-23 08:28

โฮ ไม่ได้เม้นบล๊อกพี่เพอร์มานานมากก ปกติเข้ามาอ่านอย่างเดียว ฮึก
ก็เป็นอุทาหรณ์เตือนใจนะคะ ไม่มีสังคมไหนที่สมบูรณ์แบบแม้จะเจริญขนาดไหน
ขอแสดงความเสียใจกับคุณลูซี่ด้วยนะคะ
หวังว่าคดีของเธอจะทำให้คนหันมาทบทวนความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรมมากขึ้นนะ

#2 By ยู่ยี่. on 2013-06-22 19:41

น่าอ่านจังเลยค่ะ 
ชอบ(?) แนวนี้อยู่พอดีเลย
ไว้สงสัยต้องลองไปหามาอ่านบ้างแล้ว 'v')
ขอบคุณมากนะคะ